เกือบ 40 ปีมาแล้วที่มีการศึกษาพัฒนาภายใต้แนวทาง “จากขุนเขา สู่ท้องทะเล” โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มจากการฟื้นฟูสภาพของป่าชายเลนที่มีอยู่กว่า 1 หมื่นไร่ และปลูกเพิ่มอีก 1,100 ไร่ ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ ต่อมามีการสร้างฝายชะลอน้ำและกักเก็บน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรกรรม จากเดิมที่ขาดแคลนน้ำ ปัจจุบันสามารถเพาะปลูกพืชได้หลากหลายชนิด ขณะที่ทุกปีจะปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทั้งเพื่อการอนุรักษ์และการเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเล อาทิ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ปลากะพงขาวและปูม้า รวมแล้วกว่า 20 ล้านตัว ตลอดจนการร่วมกับชาวประมงพื้นบ้าน ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้แก่พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำและตัวอ่อนได้หากินหลบภัย การจัดตั้งธนาคารปูม้า จนปัจจุบันมีธนาคารปูม้าเกิดขึ้นหลายแห่งตลอดแนวชายฝั่งอ่าวคุ้งกระเบน ทำให้เกิดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่งอย่างครบวงจร ถึงวันนี้ชาวบ้านได้ประโยชน์มากน้อยอย่างไร “เมื่อเกิดการอนุรักษ์ทุกอย่างก็ดีขึ้น เพราะอ่าวคุ้งกระเบนเป็นแหล่งกำเนิดแพลงก์ตอนอาหารของลูกปู ลูกปลา ทำให้ปลากะพง ปลาเก๋า ปูม้า จะเจริญเติบโตก่อนออกไปหากินในท้องทะเลเมื่อโตเต็มที่ วันนี้ชาวประมงสามารถออกเรือไปจับสัตว์น้ำโดยใช้เวลาสั้นลง ความถี่รอบของการออกทะเลมากขึ้น ที่สำคัญตั้งแต่มีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯขึ้นมาสัตว์น้ำมีมากขึ้น การดำรงชีวิตของประมงชายฝั่งก็ดีขึ้นหากุ้ง หอย ปู ปลา ได้มากกว่าเดิมเยอะ ทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งจากการขายสัตว์น้ำและเมื่อระบบนิเวศทางทะเลดีขึ้น การท่องเที่ยวก็ตามมา จนกลายเป็นอีกช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน” บดินทร์ ดิษฐะ ชาวประมงชายฝั่ง ม.6 ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี บอกถึงสิ่งที่ได้รับจากความร่วมมือระหว่างชุมชนกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ประสานการดำเนินงาน...ทุกวันนี้ความเป็นอยู่ชาวบ้าน ดีกว่าเดิมเยอะมาก ทำประมงชายฝั่งเพียงอย่างเดียวมีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัวให้มีความสุขได้ ด้วยสัตว์น้ำชายฝั่งมีให้จับขายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ดีกว่าเมื่อก่อนที่ต้องทำอย่างอื่นเสริมรายได้ ไม่ก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน เพื่อพยุงให้ครอบครัวอยู่รอด ที่สำคัญหลังเกิดความร่วมมืออย่างจริงจังของชาวบ้านและศูนย์ฯ ชาวบ้านเหนื่อยน้อยลงแต่ได้เงินเพิ่มขึ้น ปัจจุบันออกทะเลไปวางอวนแค่ 2 ไมล์ทะเล วางเช้ากู้เย็น ก็มีสัตว์น้ำมากเพียงพอไปขายให้ทั้งตลาดและร้านอาหารได้แล้ว โดยช่วงไม่มีมรสุมมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000–7,000 บาทต่อครั้ง ช่วงมรสุมรายได้ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งเพราะทะเลคลื่นแรงสัตว์น้ำไม่ค่อยออกหากิน จากเมื่อก่อนต้องออกทะเลไกลๆ ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะมีรายได้เท่านี้ ความสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นนอกจากทำให้มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิดเพิ่มจำนวนขึ้น เช่น ปลากระบอก ปลาเห็ดโคนปูม้า ปูทะเล หอยกระปุก หอยคราง และหอยปากเป็ดที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ยังมีการพบเห็นพะยูนสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ที่ได้หวนกลับมาหากินบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน เนื่องจากบริเวณนี้มีหญ้าทะเล อาหารของพะยูนเกิดขึ้นจำนวนมาก. กรวัฒน์ วีนิล