ในโลกยุคใหม่ที่เส้นทางการค้าไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพรมแดน แนวคิด “One Belt One Road” ได้กลายเป็นมากกว่านโยบายเศรษฐกิจของจีน หากแต่เป็นภาพแทนของการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม และการเดินทางระยะทางกว่า 6,000 กิโลเมตรของรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม HONGQI E–HS9 จากกำแพงเมืองจีนสู่สยามประเทศ ก็เปรียบเสมือนบทพิสูจน์ว่าเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้มีเพียงสินค้า แต่ยังบรรทุกความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนที่กำลังก้าวสู่เวทีโลกอย่างเต็มตัว เช้าตรู่วันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ณ กำแพงเมืองจีน สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกป้องอาณาจักร ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโลกใบใหม่ เมื่อขบวน HONGQI E-HS9 ถูกตีธงปล่อยตัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้กิจกรรม “หนึ่งเส้นทาง...หนึ่งการเชื่อมโยง” การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือการถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ “หงษ์ฉี” (HONGQI) รถยนต์ที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1958 จากรถประจำตำแหน่งผู้นำประเทศจีน สู่แบรนด์ลักชัวรีระดับสากลที่พร้อมแข่งขันกับโลกเส้นทางกว่า 6,000 กิโลเมตรทอดยาวผ่านภูมิประเทศและอารยธรรมที่หลากหลาย จากพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง สู่ถ้ำหินหลงเหมินที่ลั่วหยาง ผ่านนครซีอาน จุดเริ่มต้นเส้นทางสายไหมโบราณ ก่อนมุ่งสู่เฉิงตู บ้านของแพนด้ายักษ์ และเลาะผ่านทิวทัศน์ภูเขาหิมะมังกรหยกที่ลี่เจียง เมืองคุนหมิงซึ่งได้ชื่อว่านครแห่งฤดูใบไม้ผลิ ก่อนเข้าสู่วัฒนธรรมไทลื้อแห่งสิบสองปันนา แล้วข้ามแดนสู่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลกของลาว จากนั้นขบวนรถไฟฟ้าหรูคันใหญ่จึงเข้าสู่ประเทศไทยที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน วิ่งผ่านร่องรอยอารยธรรมไทยในสุโขทัยและอยุธยา ก่อนปิดฉากที่กรุงเทพมหานครอย่างสง่างาม ตลอดการเดินทาง “ภูริ หิรัญพฤกษ์” และ “หวานหวาน อรุณณภา พาณิชจรูญ” ทำหน้าที่เสมือนผู้เล่าเรื่องบนล้อทั้งสี่ ถ่ายทอดประสบการณ์การขับขี่จริงของ SUV ไฟฟ้าระดับเรือธงคันนี้ รถพวงมาลัยซ้ายตามสเปกจีนต้องเผชิญทั้งภูเขา ถนนเมืองใหญ่ และเส้นทางระยะไกลต่อเนื่อง กลายเป็นบทพิสูจน์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางข้ามประเทศได้จริง พร้อมความสะดวกสบายและสมรรถนะที่ไม่ต่างจากรถหรูระดับโลกHONGQI E–HS9 ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเป็นเพียงรถไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่นในตลาด แต่สะท้อนความทะเยอทะยานของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์จาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้นำเทคโนโลยี” รถเอสยูวีไฟฟ้าขับเคลื่อนสี่ล้อ มอเตอร์คู่กำลัง 551 แรงม้า แบตเตอรี่ความจุ 120 kWh วิ่งได้ไกลกว่า 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง คือคำตอบของยุคพลังงานสะอาดที่กำลังเปลี่ยนโลกยานยนต์อย่างรวดเร็วเบื้องหลังการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ คือแผนยุทธศาสตร์การทำตลาดในประเทศไทยของ “เมโทร กรุ๊ป” ที่มี “บดินทร์ บุญวิสุทธิ์” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งได้รับแต่งตั้งจาก China FAW Group ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ “หงษ์ฉี” อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยตั้งเป้าเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการในกรุงเทพฯ 4-6 แห่งภายในปี 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจด้านบริการหลัง การขาย อะไหล่ และประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ใหม่ในตลาดรถหรูไทย การเข้ามาของหงษ์ฉีในตลาดบ้านเราจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลือกให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการนำเสนอ “แนวคิดใหม่ของความหรูหรา” ที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีนเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากรถผู้นำประเทศสู่รถยนต์สำหรับผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ต้องการทั้งภาพลักษณ์ ความยั่งยืน และนวัตกรรมในคันเดียวขณะเดียวกัน แบรนด์ยังวางหมากในตลาดระดับสูงยิ่งกว่า ด้วยการเตรียมนำเข้าลิมูซีนอัลตร้าลักชัวรี HONGQI Golden Sunflower Guoli รถเรือธงเครื่องยนต์ V8 ซึ่งคาดว่ามีราคาสูงกว่า 50 ล้านบาทในไทย รถรุ่นนี้ไม่ได้จำหน่ายทั่วไป แต่ใช้ระบบเชิญลูกค้าเฉพาะกลุ่ม สะท้อนกลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ระดับสุดยอดแบรนด์หรูอย่างแท้จริงขณะเดียวกัน China FAW Group ยังได้ต่อยอดกิจกรรมนี้สู่ระดับโลก ด้วยการร่วมมือกับ Discovery Channel ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางต่อเนื่องไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และจบที่ฮ่องกง ยิ่งตอกย้ำว่าหงษ์ฉีกำลังสร้างการรับรู้ในระดับโลก ไม่ใช่เพียงการเปิดตลาดใหม่ แต่เป็นการประกาศตัวตนของแบรนด์จีนบนเวทีสากลหากมองลึกลงไป การเดินทาง 6,000 กิโลเมตรครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าขบวนรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งข้ามประเทศ มันคือภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จากยุคเครื่องยนต์สันดาปสู่พลังงานไฟฟ้า จากเส้นทางการค้าดั้งเดิมสู่เครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค และจากแบรนด์รถผู้นำประเทศจีน สู่ผู้เล่นใหม่ในตลาดลักชัวรีระดับโลกเมื่อ HONGQI E–HS9 มาถึงกรุงเทพมหานคร ปลายทางของการเดินทางจึงไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุด หากแต่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย วันที่รถ “ธงแดง” จากแดนมังกรไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งอำนาจรัฐอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นตัวแทนของอนาคตการเดินทางที่เชื่อมโลกเข้าหากัน บนเส้นทางเดียวกันที่ชื่อว่า One Belt One Road!!!อัลคาโปนคลิกอ่านคอลัมน์ “โชว์รูมหัวเขียว” เพิ่มเติม