ในประเทศไทยหรือประเทศไหนก็ตาม มีน้อยครอบครัวที่ลูกๆจะพากเพียรเรียนจบเป็นด็อกเตอร์ ทุกคน อย่างตระกูล รัตนเพียร และแต่ละคนยังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติด้านต่างๆอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะด้านการศึกษา เหมือนที่ประมุขครอบครัว อาจารย์ประชุม รัตนเพียร เป็นแบบอย่าง--ลูกๆทั้ง 4 รศ.ดร.ประเวช, ศ.ภิชาน ดร.ประวิช, ดร.วาชิต, รศ.ดร.วิชุดา จึงเตรียมจัดงาน 100 ปี ครูชุม เรืองแสงรักและศรัทธา เพื่อรำลึก เส้นทางชีวิตและปรัชญาดำเนินชีวิต ในโอกาส 100 ปีชาตกาล (เกิดปี พ.ศ.2469) ในวันที่ 30 มี.ค.นี้ ซึ่งตรงกับวันอนิจกรรม เมื่อ 30 มี.ค.2556 ระหว่างเตรียมงาน คณะทำงานและลูกศิษย์รุ่นหลังได้เห็นชีวิตของหนึ่งในปูชนียบุคคลด้านการศึกษา ซึ่ง ผอ.กำพล วัชรพล แห่ง นสพ.ไทยรัฐ เป็นคนเรียกชื่อง่ายๆ อย่างรักคุ้นเคยกันว่า ครูชุม จนเป็นชื่อที่กล่าวถึงกันมาตลอดว่าดำเนินชีวิตอย่างไร ครูชุม (ซึ่งบอกว่า ตัวเองเป็นเด็กบ้านนอก ลูกกำนันในตำบลชำราก จ.ตราด ดินแดนสุดชายทะเลตะวันออก) ถึงก้าวไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข และก่อตั้ง 6 สถานศึกษาสำคัญ คือ ดุสิตพณิชยการ, พณิชยการสีลม, นันทนวรวิทย์, ดุสิตพณิชยการ นนทบุรี, มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) และ มัธยมสองภาษา ปัญญารัตน์ เพื่อความเป็นเลิศ และยังทุ่มเทงานด้านอื่นๆ เช่น จากเคยเป็น นักวิ่ง 100 ม. เสื้อสามารถ กรมพลฯ ต่อมาก็เป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโอลิมปิคสากล ประเทศไทย ส่วนการเลี้ยงดูลูกๆ ที่ ครูชุม มักถูกถามด้วยความชื่นชมว่า สอนลูกยังไงถึงจบปริญญาเอกทุกคน ดร.นิด–วิชุดา ลูกสาวคนเดียวและคนสุดท้อง ซึ่งเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์มอนเตเนโกรด้วย เล่าว่า คุณพ่อใช้ปรัชญาหลัก 5 ประการ พร่ำสอนว่า ขอให้ยึดมั่นในนามสกุล รัตนเพียร ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่มีความเพียร ดุจแก้วอันประเสริฐ และบอกลูกๆว่า ชีวิตพ่อ ไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ ต้องใช้ความเพียรพยายามในการทำงาน ต้องรู้จริง ทำจริงทุกอย่าง อย่าหวังโชค หวังฟลุก เมื่อเปิดสถาบันการศึกษาภาคเอกชน ครูชุม ก็ย้ำเสมอว่า “โรงเรียนเอกชน ไม่ใช่ธุรกิจเอกชน กำไร ไม่ใช่เป้าหมายหลัก” จึงเอื้อเฟื้อเอื้ออาทร ผ่อนผันให้นักเรียนอย่างมากที่สุด เพราะเชื่อว่าการศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนให้เติบโตมาพัฒนาประเทศได้ ลูกศิษย์ที่จบไป จึงรัก ครูชุม มาก และนำ วิถีเศรษฐกิจพอเพียง ใน รัชกาลที่ 9 ที่ ครูชุม เชื่อมั่น และนำมาปฏิบัติ ไปดำเนินรอยตาม อีกมุมหนึ่งคือ ครูชุม รักบ้านเกิดที่สุด แม้จะประสบความสำเร็จมากที่กรุงเทพฯ แต่ไม่เคยลืมเมืองตราด พยายามให้ราชการเข้าใจความสำคัญในการกระจายความเจริญ จนตราดได้งบพัฒนา อาทิ สะพานข้ามแม่น้ำไปฝั่งคลองใหญ่ และหอนาฬิกา ที่ อบจ. จารึกชื่อไว้เป็นอนุสรณ์ ส่วน ปรัชญาที่ 5 คือ ครูชุม ให้กำลังใจลูกหลาน คนใกล้ชิดเสมอ คำที่ได้ยินบ่อยคือ “เวลาทำอะไรสำเร็จ ก็อย่าหลงดีใจจนเพลิน เตรียมใจเผื่อไว้บ้าง ถ้าอาจจะต้องมีอุปสรรคในภายหน้า” และ “เวลาประสบปัญหา ก็อย่าท้อ ให้นึกถึงวันดีๆบ้าง จะได้มีกำลังใจ พยายามต่อไป”--เป็นประโยคที่สร้างกำลังใจ ทำให้ทายาททั้ง 4 เป็น ลูกไม้ใต้ต้น ของ ครูชุม ซึ่งอีกฉายาคือ ครูชุม ผู้ปิดทองหลังพระ."โสมชบา"คลิกอ่านคอลัมน์ "ของว่างวันอาทิตย์" เพิ่มเติม