เป็นขวัญใจหนุ่มสาวออฟฟิศและคุณพ่อบ้านแม่บ้าน ซึ่งฝากท้องไว้กับอาหารกล่องที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ ของ “White Story” มาต่อเนื่องยาวนาน ร้านเบเกอรีและอาหารเพื่อสุขภาพพร้อมทานแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยพนักงานออดิทบัญชีอย่าง “แวว–วาศิณี สุรชาติชัยฤทธิ์” ด้วยแพชชันที่อยากให้คนไทยได้ทานอาหารดีๆในราคาที่เหมาะสม ท่ามกลางเศรษฐกิจรัดตัวขายข้าวกล่องยังไงให้รายได้ทะลุ 600 ล้านบาท และมีสาขามากถึง 103 สาขา คือคำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบ “White Story” พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อย่างไร มีกลยุทธ์อะไรในการเข้าถึงหัวใจของคนยุคใหม่ที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ และอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ใครๆก็รักและไว้วางใจใน “White Story” ค้นหาคำตอบมาให้แล้วอย่างครบถ้วน พบขุมทรัพย์จากการขายข้าวกล่องได้อย่างไรการที่ “White Story” กลายร่างจากร้านอาหารมาเป็นโมเดลธุรกิจแบบ “Grab & Go” เกิดขึ้นหลังจากเปิดคาเฟ่สีขาวแบบ “All Day Dining” ริมถนนราชพฤกษ์มาได้ 5 ปี ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้องปิดร้านอาหาร แต่โชคดีที่มีโอกาสได้เซ็นสัญญาเปิดร้านในห้างสรรพสินค้าเป็นครั้งแรกที่ The Walk ราชพฤกษ์ ทางห้างให้พื้นที่ใหญ่มาก 160 ตารางเมตร การสร้างร้านนั่งทานแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์มากนัก แววจึงแบ่งส่วนหนึ่งของร้านมาเป็นโซน “Grab & Go” ให้ลูกค้าแวะมาซื้อกลับบ้านได้ง่ายๆ พอเริ่มทำแล้ว มันว้าวมาก เรารู้ว่าเทรนด์นี้คือใช่ และรู้เลยว่าโมเดลนี้สามารถไปต่อได้ทันที เราเริ่มจากเบเกอรี แต่ลูกค้าบอกว่าทำไมไม่ทำอาหารกล่องด้วย เพราะอาหารคุณอร่อย เราเลยมีเมนูซื้อกลับบ้านด้วย แต่ที่แจ้งเกิดให้แบรนด์เราจริงๆคือการเปิดสาขาแรกในเมืองที่ห้างเอ็มควอเทียร์ ทำให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากตรงนั้นแววก็เน้นขยายสาขาในห้างสรรพสินค้า และเลือกจุดที่มีคนพลุกพล่านเยอะๆ หลังขยายได้ 6-7 สาขา เราเริ่มทำครัวกลางเพื่อเตรียมรับมือการขยายธุรกิจ ขณะเดียวกันก็วิ่งไปขายแบรนด์กับแลนด์ลอร์ดและทุกห้างในกรุงเทพฯ คำตอบที่ได้คืออยากได้นะ แต่ยังไม่มีที่เลย ต้องต่อคิวนะ ปีหนึ่งมีคนตอบรับว่ามีที่ว่าง 1-2 จุด จนเหมือนแผนธุรกิจที่วางไว้จะไม่เป็นจริง อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ “White Story” เติบโตก้าวกระโดด จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เราเติบโตแบบก้าวกระโดด คือช่วงโควิดในปี 2563 ห้างโทร.มาหาเราว่ามีที่ว่างแล้ว จะมาไหม ได้ทำเลใจกลางเมืองเลย เราเตรียมครัวกลางไว้หมดแล้ว เมื่อโอกาสมาถึงก็คว้าทันที จากที่มีแค่ 10 กว่าสาขา เราเร่งขยายปีละ 20 สาขา กระทั่งมีเกือบ 100 สาขาในวันนี้ มันคือโอกาสในวิกฤติ เรากล้าเสี่ยงที่จะรับโอกาสนั้น เพราะคิดว่าสินค้าของเราตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นิวนอร์มอลของผู้บริโภค อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ใครๆก็รักและไว้วางใจ “White Story”เราไม่ได้ขายแค่อาหาร ขนมปังเครื่องดื่ม แต่เราขายความไว้วางใจกับลูกค้า แบรนด์ของเรามุ่งพัฒนาคุณภาพสินค้าโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เราตอบโจทย์ด้านเวลาที่เร่งรีบของลูกค้า เราตอบโจทย์ด้านสุขภาพที่ดี คือเลือกใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารกันบูด และลดการใช้สารเคมี เพื่อสร้างสรรค์ทุกเมนูให้ดีต่อสุขภาพในราคาที่เอื้อมถึงได้ แววเชื่อว่าอาหารอายุสั้นจะยิ่งทำให้อายุยืนยาว ทำอย่างไรจะขายอาหารดีในราคาเอื้อมถึง แต่ธุรกิจยังเติบโตได้ตอนเป็นพนักงานบริษัท เราก็อยากกินอาหารดีๆ แต่บางครั้งพอเข้าไปในร้านมื้อหนึ่งต้องจ่าย 200-300 บาท เราไม่มีเงินพอจะใช้จ่ายแบบนั้นทุกวัน จึงคิดว่าทำยังไงให้มีอาหารดีๆในราคาที่เราทานได้ทุกมื้อ สิ่งที่แววทำคือหาวิธีลดต้นทุนโดยไม่ลดคุณภาพของสินค้า หนึ่งในนั้นคือการทำครัวกลางเพื่อกระจายสินค้า และเปิดร้านขนาดเล็ก เราไม่ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมืออะไรวุ่นวาย มีแค่คนให้บริการหน้าร้านไม่กี่คน ทำยังไงให้คนเข้าใจว่าเราใช้ของดีจริงๆ โดยไม่ต้องโฆษณาแววตัดความสิ้นเปลืองทุกอย่าง จะไม่ใส่เม็ดเงินกับแพ็กเกจและการสื่อสารใหญ่โต แต่จะพูดกับลูกค้าผ่านสติกเกอร์ที่ทุกคนต้องอ่าน ด้วยคำบรรยายเมนูแบบอบอุ่นน่ารัก เช่น “สปาเก็ตตี้แซลมอนเทอริยากิ” ก็จะเขียนเสริมว่า ว่ายทวนน้ำมาจากนอร์เวย์ ว่ายซวนเซใจโลเลไปหาเธอ หรือ “เค้กกล้วยหอม” เราไม่ได้ใส่สารกันเสียเลย ก็จะสื่อกับลูกค้าว่า กินอาหารถูกหลัก ถึงอกหักก็ยังแข็งแรง หรือ “แกงส้มผักรวมปลากะพง” กินกันรอบวง อร่อยกันทั้งครอบครัว ข้อความเหล่านี้ตอกย้ำความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากเป็นร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพเหมือนทำทานเองในครอบครัว สินค้าของเราทำสดใหม่ทุกวัน ไม่ใส่สารกันเสีย และเลือกใช้วัตถุดิบที่มีประโยชน์ทางโภชนาการครบถ้วน เราเกิดจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก เราไม่ใช้จ่ายกับการตลาดเยอะ แต่เน้นทำโปรดักส์ให้ดี และอัปเดตเทรนด์สม่ำเสมอ พยายามหาสินค้าใหม่ๆมานำเสนอลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าอยากนำไปบอกต่อ หรือแชร์ในโลกโซเชียล อะไรคือจุดเริ่มต้นของการเป็นต้นแบบ SME ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเราสร้างวงจรไร้ขยะเศษอาหาร ด้วยการ บริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้พอดีในแต่ละวัน โดยมีโปรโมชันอาหาร 2 กล่อง 100 บาททุกวัน ช่วงก่อนปิดร้าน เพื่อลดการเกิดขยะอาหาร และให้แบรนด์สามารถส่งมอบอาหารสดใหม่ให้ลูกค้าได้ทุกวัน โดยหลังปิดร้านแล้วอาหารที่เหลือทุกกล่องจะถูกส่งกลับมายังครัวกลาง เพื่อเก็บข้อมูลว่าเหลือเมนูไหน จำนวนเท่าไหร่ เศษอาหารจะถูกนำเข้าเครื่องแปรรูปเป็นปุ๋ยเปลือกไข่อินทรีย์ แล้วนำกลับมาแจกจ่าย หรือจำหน่ายในร้านต่อไป ขอเคล็ดลับความสำเร็จที่อยากแบ่งปันคนรุ่นใหม่ให้ใจฟูคิดดีทำดีค่ะ แววลงมือทำทุกอย่างเองตั้งแต่วันแรก ก็ต้องมีความอดทนและมุ่งมั่นจริงๆ ต้องยืนหยัดกับเป้าหมายของตัวเอง คืออยากทำอาหารที่ตอบโจทย์สุขภาพดีในราคาเอื้อมถึง ไม่ว่าจะเจอวิกฤติอะไร แววเชื่อว่าถ้าเราอดทน มันจะเกิดสติและปัญญา ทำให้เราหาวิธีที่จะรอดพ้น หรือผ่านพ้นวิกฤติต่างๆไปได้ การทำธุรกิจไม่เคยง่าย ต้องอาศัยความอดทน และลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง จนกว่าจะค้นพบโมเดลที่ใช่ แล้วก็เดินหน้าเต็มที่ได้เลย.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่