ครอบครัว เป็นสถาบันทางสังคมที่เป็นรากฐานสำคัญของชีวิต การเติบโตของเด็กๆที่กลายเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงในสังคมนั้น ขึ้นอยู่กับการรดน้ำ พรวนดิน การดูแลเอาใจใส่ของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ซึ่งการใส่ใจดูแลด็กแต่ละวัย ย่อมมีความแตกต่างไปตามยุคสมัย สภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการเติมปุ๋ยสร้างความเข้าใจและความแข็งแรงให้แก่พ่อแม่ยุคนี้ ในการรับมือลูกๆวัยทีน วัยว้าวุ่น คุณหมอโอ๋–พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของเพจชื่อดัง “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเลี้ยงลูกในวันนี้ว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่เป็นรอยต่อระหว่างความเป็นเด็กและเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ ที่ไม่ต้องการการควบคุม การสอดแนม หรือสอดส่องที่เข้มงวด เขารู้สึกอยากเป็นอิสระ อยากเป็นตัวของตัวเอง อันนี้เป็นพัฒนาการปกติของวัยรุ่น แม้จะรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่เขาก็รู้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ไม่เต็มที่ เขาต้องพึ่งพิง พ่อแม่ก็ไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลย ไม่สนใจเพราะคิดว่าเขาโตแล้ว คุณหมอโอ๋–พญ.จิราภรณ์ อธิบายต่อว่า ในการรับมือลูกวัยนี้ พ่อแม่ต้องปรับตัวเองจากการเลี้ยงลูกเล็กๆ มาเป็นพ่อแม่ของเด็กที่พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่ พ่อแม่ต้องลดบทบาทจาก “ผู้ปกครอง” มาเป็น “ผู้ประคอง” ไม่ควรไปคอยกำกับ คอยบงการควบคุมอะไรมาก แต่ว่าให้เขาเติบโต แล้วพ่อแม่คอย “อยู่ข้างๆ” มากกว่า เป็นคนคอย “อยู่ข้างบน” โดยให้ ลูกๆเขาคิด ตัดสินใจเลือก โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องเข้าไปควบคุม แต่จะเป็นคนคอยเป็นที่ปรึกษา หลายคนขอว่า “เป็นโค้ช” คอยดูอยู่ข้างๆ หากพ่อแม่บางคนคิดว่าลูกของตนคิดไม่เป็น แบบนี้ยิ่งต้องฝึกให้ลูกคิดให้เป็น ไม่ได้ฝึกจากการที่เรามาบอก แต่เป็นการฝึกให้เขาเลือกตัดสินใจ ให้วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย ลองให้คิดดูว่าทางเลือกที่ตนเองเลือกมีข้อดี มีผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งหลายครั้งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น สอนเด็กได้มากกว่า การที่คนมาคอยบอกคอยสอนเสียอีก นอกจากนี้ ต้องคิดว่ายุคที่พ่อแม่เติบโตมากับยุคที่ลูกเติบโตมาเป็นคนละยุคกัน คำว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน บางครั้งน้ำร้อนตอนนั้น กับน้ำอุ่นตอนนี้คนละยุคสมัย ประสบการณ์ที่พ่อแม่ผ่านมา บางประสบการณ์ยังใช้ได้ แต่บางประสบการณ์อาจจะไม่ทันยุคสมัย มุมมองในยุคสมัยพ่อแม่กับยุคนี้อาจจะคนละเรื่อง เช่น เรื่องอาชีพ อาชีพที่ เป็นที่นิยมสมัยพ่อแม่ กับยุคปัจจุบันที่มีหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องปรับตัวเอง เราหยุดโลกให้มันเปลี่ยนไม่ได้ เราจึงมีหน้าที่ปรับตัวเองให้เข้ากับโลกที่มันเปลี่ยนไปในแต่ละวัน อีกอย่างที่อยากแนะนำ คือ ฟังให้เยอะ พูดให้น้อย! มีคำกล่าวว่า พ่อแม่จะสอนลูกได้ 10 ปีแรก ที่เหลือเขาต้องเริ่มคิดเป็น พ่อแม่แทบจะสอนไม่ได้ล่ะ แค่เป็นคนแนะนำประคับประคอง ช่วยโค้ชเขามากกว่า และสุดท้าย คุณหมอโอ๋ ได้ย้ำว่า หลักสำคัญในการเลี้ยงลูก คือ 1.ต้องเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง คือ เด็กจะรู้สึกว่าเขามีตัวตนจริงๆ ปัจจุบันเด็กโตมาแบบมีพ่อแม่ก็เหมือนไม่มี 2.คือการฟังให้เป็น ฟังแล้วเข้าใจไปถึงความ รู้สึกและความเข้าใจของลูก 3.เป็นเรื่องฝึกวินัยเชิงบวก นอกจากนี้ ขอฝากข้อคิดเรื่องหลัก 5 L คือ Love สิ่งที่ทำให้เด็ก เขาได้รับความรักที่ไม่เงื่อนไขจริงๆ, Limited คือ การสร้างวินัย ที่ต้องเป็นวินัยเชิงบวก, Learn คือ พาลูกเรียนรู้ ทำให้เขามีประสบการณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์เรียนรู้โลกกว้าง และเรียนรู้จากความผิดพลาด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ พ่อแม่ต้องปล่อยให้ลูกผิดพลาดเป็น อย่าคอยประคบประหงม คอยแก้ปัญหาให้ โดยให้ลูกโตมาแบบไม่มีปัญหานั้น ลูกจะเป็นปัญหา, Let them go คือ ปล่อยให้เติบโต อย่าควบคุมบงการตัดแต่งลูกให้เป็นอย่างต้องการ และสุดท้ายคือ Let it be พ่อแม่ต้องรู้จักปล่อยวางให้เป็น.