ท่านผู้อ่านคงจะพอจำได้นะครับว่า เมื่อประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมามีการเปิดตัว “มหานครสกายวอล์ค” จุดชมวิวแบบ 360 องศาบนพื้นกระจกลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ชั้น 78 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด ของตึกคิง เพาเวอร์ มหานคร ตึกสูงสุดของประเทศไทย ณ นาทีนี้ (สูง 314.2 เมตร)ควบคู่ไปกับการเปิด รูฟ ท็อปบาร์ ที่ตั้งอยู่บนชั้นเดียวกัน สำหรับเสิร์ฟเครื่องดื่มต่างๆแก่ผู้ขึ้นไปชมวิว หรือพักผ่อนหย่อนใจถือเป็น “บาร์” ที่สูงที่สุดของประเทศไทยด้วยเช่นกันภายหลังพิธีเปิดตัวผ่านไปไม่นานนักทีมงานซอกแซกก็ได้รับเชิญจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคิง เพาเวอร์ให้ส่งทีมไปร่วมซอกแซกและสัมผัสกับบรรยากาศความสูงของ “มหานคร สกายวอล์ค” ว่าตื่นตาตื่นใจและเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวในประเทศไทยมากน้อยเพียงใดเนื่องจากตัวหัวหน้าทีมซอกแซกเป็นโรคกลัวความสูงอย่างยิ่งคนหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าความสูงของตึกนี้ตลอดจนการออกแบบต่างๆจะทำให้คนเป็นโรคกลัวความสูงเกิดอาการเข่าอ่อนกลางอากาศหรือไม่อย่างไร?แต่เนื่องจากความน่าสนใจของสกายวอล์คแห่งนี้ค่อนข้างสูง มีเสียงกล่าวขวัญจากผู้ที่ไปสัมผัสมาแล้วในลักษณะชื่นชมอย่างมาก ประกอบกับมีข่าวว่าเริ่มฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยมากขึ้น และมากขึ้นตามลำดับ หัวหน้าทีมซอกแซกจึงส่งทีมงานที่ไม่กลัวความสูงชุดหนึ่งไปซอกแซกชิมลางและหาข้อมูลมาก่อนเป็นเบื้องต้น เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาทีมงานซอกแซกชุดไม่กลัวความสูงเขียนรายงานส่งมาให้อ่านเรียบร้อยแล้วดังต่อไปนี้เร่ิมตั้งแต่การเดินทางไปที่ “คิง เพาเวอร์มหานคร” ซึ่งทีมงานย้ำว่า ไม่ยากเลยนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสไปลงที่สถานี ช่องนนทรี (ทางออกหมายเลข 3) หรือขับรถไปก็ไปจอดได้ที่ชั้นใต้ดินของ Mahanakorn Cube แล้วขึ้นลิฟต์ มายังชั้น G เดินผ่านหน้าร้าน Dean and Deluca จากนั้นให้เลี้ยวขวาเพื่อไปยังตึกใหญ่คิง เพาเวอร์ มหานครได้ทันทีที่บริเวณชั้น 1 หน้า King power Duty Free and Retail Shops จะมีเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรเพื่อขึ้นสู่ “มหานครสกายวอลก์” มีแผ่นป้ายบอกว่า เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-24.00 น. แต่จะปิดจำหน่ายบัตรเวลา 23.00 น. เมื่อซื้อบัตรเรียบร้อยแล้วก็เดินไปต่อคิวขึ้นลิฟต์ได้เลย ซึ่งมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน สามารถจุได้ครั้งละ 15 คนต่อลิฟต์ ดังนั้นในรอบที่ทีมงานซอกแซกไปชม จึงต้องเข้าแถวรอยาวหน่อยแต่ก็ ใช้เวลาไม่นานนักระหว่างรอก็สามารถที่จะชมโน่นนี่รอบๆ ตัวไปได้ตลอด เช่น มองขึ้นเพดานบนจะเห็นแผนที่กรุงเทพฯ ส่วนกำแพงด้านข้างก็จะเป็นวิดีโอเกี่ยวกับของดีของเมืองไทยให้นักท่องเที่ยวดูฆ่าเวลา เช่น ส้มตำ ผัดไทย นวดแผนไทย ฯลฯ เป็นต้นพอเข้าไปในลิฟต์ได้แล้วก็จะเร็วมาก เพราะเป็นลิฟต์ที่ขึ้นด้วยความเร็ว 480 เมตร ต่อนาที ดังนั้นจึงใช้เวลาเพียง 50 วินาที ก็สามารถขึ้นมาถึงชั้นที่ 74 และระหว่างที่ลิฟต์เคลื่อนตัวภายในลิฟต์ก็จะแสดงภาพมุมสูงเหมือนกับเราขึ้นลิฟต์แก้วที่มองออกไปด้านนอก โดยใช้เทคนิคเข้ามาช่วยถือเป็นความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนกับลิฟต์อื่นๆที่ชั้น 74 เป็นการชมวิวในอาคาร 360 องศา มีความพิเศษที่ใช้เทคโนโลยี AR ร่วมด้วย ทำให้สามารถชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้แบบเสมือนจริง ซึ่งจากชั้นนี้เองก็สามารถจะมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ โดยรอบจากใกล้ไปถึงไกลงดงามอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังมีตู้ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยไว้บริการด้วย สามารถส่งโปสต์การ์ดไปที่ไหนก็ได้ จากตู้ไปรษณีย์นี้สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าชมแค่ชั้น 74 ก็จะ สิ้นสุดการชมที่ชั้นนี้จะใช้เวลาเดินชมนานเท่าไรก็ได้ แต่จะต้องอยู่ในชั้นนี้เท่านั้นสำหรับผู้ที่ซื้อบัตรแบบชม Rooftop ด้วย จะต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 75 เพื่อเปลี่ยนไปใช้ลิฟต์แก้วขึ้นไปชั้น 78 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดอีกต่อหนึ่ง และที่ชั้นนี้เองจะมีห้องน้ำไว้บริการ ก็ควรจะถือโอกาสใช้บริการ “สุขา” ที่อยู่สูงสุดของประเทศไทยไว้เป็นประสบการณ์เสียด้วยเลยก็มาถึงดาดฟ้าชั้น 78 ซึ่งจะมีบาร์จำหน่ายเครื่องดื่ม หรือ Rooftop Bar สูงสุดในประเทศไทยไว้บริการด้วย ดังได้กล่าวไว้แล้วหลายๆคนทีเดียวที่เข้าไปอุดหนุนเครื่องดื่มต่างๆ และถือมาดื่มระหว่างเดินชมวิว 360 องศา เห็นไปไกลถึง บางกระเจ้า, ตึกใบหยก, วัดพระแก้ว, วัดอรุณ, วัดโพธิ์, ภูเขาทอง, แม่น้ำเจ้าพระยา, และ ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าใหม่อันโด่งดังของประเทศไทย ฯลฯณ ชั้นนี้เองที่เป็นจุดไฮไลต์ที่เรียกว่า Glass Tray หรือถาดกระจกลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นกระจกโล่งๆใสๆอย่างเดียว มองเห็นได้ทั้งเบื้องบนรอบๆตัวและลงสู่ข้างล่างใต้เท้าของเราพร้อมสรรพนี่คือจุดท้าทายที่คนเป็นโรคกลัวความสูง ห้ามเด็ดขาด แต่ปรากฏว่าผู้คนที่ขึ้นไปส่วนใหญ่มักเป็นคนไม่กลัวความสูงอยู่แล้ว ต่างก็เข้าคิวกันเข้าไปเดินบนแผ่นกระจกยักษ์ ชมหลังคาตึกอย่างคับคั่ง โดยรอบหนึ่งจะให้เวลาเพียง 10 นาทีเขาห้ามไม่ให้ถืออะไรติดมือเข้าไปทั้งสิ้น รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ ฉะนั้นหากใครอยากจะมีภาพไว้เป็นที่ระลึกว่าขึ้นไปยืน หรือนั่ง หรือนอนบนพื้นกระจกควรจะมีเพื่อนไปด้วย จะได้วานเพื่อนช่วยถ่ายรูปให้จากบริเวณที่ยืนนอกกระจกอีกทอดหนึ่งกล่าวกันว่า กระจกแผ่นนี้คือสุดยอดไฮไลต์ของการขึ้นไปบนตึกนี้ เพราะ 10 นาทีบนแผ่นกระจกจะประทับใจคุณไปอีกนานแสนนานอนึ่งค่าเข้าชมตึกเฉพาะ อาคารชั้น 74 ชมภายในเท่านั้น ราคาบัตร 850 บาท (เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ ราคา 250 บาท) ส่วนค่าขึ้นสู่ชั้น 78 ซึ่งเป็นชั้นไฮไลต์ราคา 1,050 บาท (เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุราคา 450 บาท)หัวหน้าทีมหมายเหตุ--สำหรับเราเองคงจะไปได้แค่ชั้น 74 นั่นแหละ และอ่านอย่างนี้แล้วก็คงจะหาโอกาสไปสักวันหนึ่งเร็วๆนี้--ส่วนชั้น 78 นั้นลืมไปเลยเถอะ โดยเฉพาะลานกระจกยักษ์อะไรที่ว่าต่อให้จ้างสักล้านก็คงไม่หัน ไปมอง...เอ๊ยคงไม่กล้าเดินเข้าไปละครับ.“ซูม”