ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ประการที่สี่ มาตรฐานการทำงานของบุคลากร ปัจจุบันทุกอาชีพและวิชาชีพล้วนได้รับการคุ้มครองให้มีมาตรฐานเรื่องชั่วโมงการทำงานและค่าตอบแทน การปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุข (ที่ควรจะเป็น) ในการพิจารณาคดีทางการแพทย์ (ตอนที่ 1)ทั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่บุคลากรด้านสาธารณสุขกลับอยู่ในข้อยกเว้นไม่ได้รับการคุ้มครอง เหตุเพราะในอดีต รัฐมองว่ามีความจำเป็นและขาดแคลน อย่างไรก็ดีแม้จะมีปัญหาเรื่องข้อพิพาทจากการรักษาพยาบาลเกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต แต่เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพและ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค นับแต่นั้นการฟ้องร้อง ร้องเรียนเพราะไม่อาจรับได้กับผลการรักษาหรือเพียงเพราะเรื่องเงินก็รุนแรงขึ้น ความเห็นอกเห็นใจเปลี่ยนไปเป็นการเรียกร้องสิทธิ และที่น่าวิตกเมื่อคดีขึ้นสู่ศาล กลับไม่มีกฎหมายใดๆ ที่ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เพื่อคุ้มครองบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานเกินกำลัง เกินกว่ามาตรฐานโลก ทำให้คดีหลายๆคดี แพทย์พยาบาลต้องรับโทษทั้งๆที่ตนทำงานเกินกำลังมนุษย์ปกติ ปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยค่าตอบแทนที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็นทำให้เกิดภาวะ “สมองไหล” หรือ “เติมไม่เต็ม” ในเรื่องกำลังบุคลากร เพราะผลิตมากเท่าไร ก็ยิ่งลาออกมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการบัญญัติให้มี “พ.ร.บ.มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข”ประการที่ห้า แนวทางการทำคำพิพากษาผ่านคดีผู้บริโภค แนวทางที่ตรงกันทั่วโลกในกรณีมีข้อพิพาทระหว่างบุคคล ย่อมต้องไปสิ้นสุดที่ศาลสถิตยุติธรรม โดยที่ผ่านมาสังคมต้องน้อมรับคำพิพากษานั้น คดีทางการแพทย์ก็มิใช่ข้อยกเว้นแต่อย่างใด หากแต่มีประเด็นทางการแพทย์หลายประเด็นที่คำพิพากษานั้นไม่สอดคล้องกับมาตรฐานและบริบททางการแพทย์ของประเทศไทย ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เกิดความไม่เข้าใจในคำตัดสิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้มีขึ้น เมื่อหันกลับมาดูเจตนารมณ์ของศาล ก็ต้องยอมรับว่าศาลได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อทำให้คำตัดสินทุกประเด็นเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนแต่คดีทางการแพทย์มีลักษณะพิเศษคือ เป็นคดีที่มีความซับซ้อนในตัวมันเองอยู่มาก เหตุผลในการใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคประเด็นหนึ่งคือ ศาลต้องการใช้ระบบไต่สวนกับคดีทางการแพทย์เพื่ออำนวยความยุติธรรม แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีคำพิพากษาฉบับใดๆ ที่ใช้ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) ในคดีทางการแพทย์ได้อย่างเต็มที่ เฉกเช่นเดียวกับคดีแรงงาน คดีภาษีอากร คดีแม่และเด็ก โดยแนวทางการทำคำพิพากษาที่เกิดขึ้นทั้งหมดกลับเป็นในระบบกล่าวหา (Accusatorial System) ทั้งๆที่ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค เหตุนี้เป็นเพราะในระบบไต่สวนจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ไต่สวนต้องมีความรู้อย่างดีในประเด็นที่จะไต่สวน (ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้พิพากษาสมทบในคดีเด็ก คดีแรงงาน) ดังนั้น เพื่ออำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ภายใต้ระบบไต่สวนต่อคดีทางการแพทย์จึงจำเป็นต้องให้มีกลไกเพื่อสนับสนุนศาลให้ใช้ระบบไต่สวนอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องให้มี “พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์”สถานการณ์และแนวโน้ม จากทั้งหมดข้างต้น หากไม่แก้ไขจะทำให้สถานการณ์ต่อไปนี้รุนแรงยิ่งขึ้น แนวโน้มการฟ้องร้องจะยิ่งรุนแรง ดูได้จากจำนวนเงินที่เรียกร้อง ล่าสุดมีการเรียกค่าเสียหายสูงถึงหลัก 300 ล้านบาท!!! ทั้งๆที่แพทย์ได้ค่าตอบแทนจากการตรวจรักษาเพียงหลักพันบาท แนวโน้มการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลจะรุนแรงขึ้น เพราะค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม ทั้งในแง่ของชั่วโมงการทำงาน การอดหลับอดนอน การจำกัดจำนวนบุคลากรของรัฐโดย สำนักเลขาธิการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ดูได้จากการออกมาเคลื่อนไหวของพยาบาล และวิชาชีพด้านสาธารณสุขหลายๆครั้งความไม่เข้าใจและการยอมรับต่อคำพิพากษา หลายๆคำพิพากษาก่อให้เกิดมาตรฐานการปฏิบัติงานใหม่ที่ตรงกับแนวทางคำพิพากษา แต่ไม่ตรงกับมาตรฐานการแพทย์สากล เช่น การส่งปรึกษาแพทย์มากมายโดยไม่จำเป็น การปิดห้องผ่าตัดเพราะไม่มีวิสัญญีแพทย์ การเกี่ยงงานของบุคลากรโดยอ้างว่าตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเกินความจำเป็นการสิ้นเปลืองต่อการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ของชาติ เพราะมีการเปลี่ยนสายงานเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการฟ้องร้อง งานหนัก หรือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของชาติที่หนักหน่วง เห็นได้ชัดจากการยอมรับล่าสุดของคณะรัฐมนตรี ว่าสัดส่วนงบประมาณด้านสาธารณสุขนั้นสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนรัฐมีแนวโน้มที่จะรับภาระต่อไปไม่ได้ ยิ่งภายในไม่เกินทศวรรษที่ประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุที่เต็มไปด้วยโรคล้วนแต่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐแบกต่อไปลำพังไม่ได้ทางแก้ประกอบด้วยการออกกฎหมายสามฉบับ คือ 1) (ร่าง) แก้ไข พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคการรักษาและการช่วยชีวิตคน มิใช่ สินค้าหรือบริการ ยกเว้น บริการเสริมความงาม 2) (ร่าง) พ.ร.บ.มาตรฐานการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข : กำหนดชั่วโมงการปฏิบัติงานในเวลา นอกเวลา กรณีฉุกเฉินกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสม กลไกการคุ้มครองในกรณีที่บุคลากรจำเป็นต้องปฏิบัติงานเกินมาตรฐานเพื่อสนองนโยบายรัฐ 3) (ร่าง) พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ สร้างกลไกในการพิพากษาคดีทางการแพทย์ในระบบไต่สวนเพื่อช่วยเหลือผู้พิพากษาในการทำคำพิพากษาภายใต้พยานหลักฐานทางการแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นกลาง โดยต้องไม่ก้าวล่วงดุลพินิจโดยอิสระของศาลเป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์และผลสัมฤทธิ์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ คือลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ไม่จำเป็น รักษาบุคลากรด้านสาธารณสุขไว้ในระบบของรัฐให้ได้มากที่สุด ลดจำนวนคดีฟ้องร้องและร้องเรียนทางการแพทย์ คุณภาพชีวิตของบุคลากรสาธารณสุขดีขึ้น ตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขของประเทศดีขึ้น เช่น อายุขัย อัตราการป่วย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ร่างทั้งสามสัมฤทธิผลจำเป็นต้องมีมาตรการจากฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลยุติธรรม เข้ามาเกี่ยวข้องดังนี้ (1) ผู้บริหารงานด้านสาธารณสุข ต้องปรับทัศนคติใหม่ว่า “การรักษาและการช่วยชีวิตคนมิใช่สินค้าหรือบริการ”ทั้งนี้ ด้วยการยกเลิกการใช้คำว่า การบริการ ผู้ขายบริการ ผู้รับบริการ กับบุคลากรสาธารณสุข และผู้ป่วย โดยหันกลับใช้คำที่เป็นสากลคือ ผู้ให้การบริบาล (Caregiver) ผู้ป่วย (Patient) และสถานพยาบาล แทน (2) ทำความเข้าใจกับผู้ใช้กฎหมาย ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการตีความว่า การรักษาและการช่วยชีวิตคนเป็นสินค้าหรือบริการ เฉกเช่นเดียวกับการซื้อขายรถ บ้าน และสิ่งของ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงระหว่างบุคลากรกับผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศถีบตัวสูงขึ้นไม่สัมพันธ์กับ GDP ภาวะการล้มละลายของสถานพยาบาลรัฐเพราะรัฐสูญเสียเงินไปโดยไม่จำเป็นกับ Defensive medicine (3) ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงของการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุขที่ต้องทำภายใต้ความขาดแคลนมากมาย ทั้งกำลังทรัพย์ ค่าตอบแทน ภาระงาน เพื่อให้เกิดการยอมรับต่อความเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาระบบสาธารณสุขโดยรวมไว้(4) สร้างความร่วมมือองค์กรวิชาชีพด้านสาธารณสุขกับสำนักงานศาลยุติธรรม ด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้ที่จำเป็นและเกี่ยวเนื่องกัน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนามาตรฐานการทำคำตัดสินคดีข้อพิพาททางการแพทย์.หมอดื้อ