ความสำเร็จในปฏิบัติการทางทหารในเยเมนของกองกำลัง “อันซาร์ อัลลอฮ์” หรือที่รู้จักกันในนาม “กลุ่มฮูตี” ได้ส่งผลให้แนวรบในภูมิภาคเอเชียตะวันตกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องหน่วยรบฮูตีได้เข้ายึดครองเมืองโมคา เมืองท่าสำคัญทางตอนเหนือของช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” จากนั้นได้รุกคืบต่อไปยังเมืองดูบับ และเกาะมัยยูน (Mayyun Island) หรือที่เรียกกันว่าเกาะเปริม (Perim) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางช่องแคบ บริเวณใกล้ทางออกทะเลแดง-มหาสมุทรอินเดีย พร้อมเติมกำลังพลเข้าไปในเกาะฮานิช (Hanish)เรียกได้ว่าเรือสินค้าทุกลำที่เดินทางมาจากคลองสุเอซ แล่นลงมาตามแนวทะเลแดง เพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดียจำเป็นต้องแล่นผ่านเกาะฮานิชเสียก่อน ตามมาด้วยเกาะมัยยูน ซึ่งหากมองในเชิงปฏิบัติการทางทหารนับว่าสกัดกั้นง่ายกว่ามาก เนื่องจากบับ เอล-มันเดบ มีความกว้างราว 3 กิโลเมตรกว่าๆ สามารถใช้ “จรวดต่อต้านรถถัง” ราคาถูกยิงใส่ในระยะสายตาต่างกับช่องแคบฮอร์มุซที่ซับซ้อนกว่า อิหร่านต้องใช้ระบบตรวจจับเรดาร์ เรือลาดตระเวน โดรนสังเกตการณ์ โดรนพิฆาต อาวุธระยะกลาง-ไกล ฯลฯ และไม่แปลกที่จะมีเรือสินค้าบางส่วนเล็ดลอดออกไปได้แม้ทางโมฮัมเหม็ด อับดุลซาลาม โฆษกกลุ่มฮูตี จะออกมายืนยันว่าการค้าผ่านทะเลแดงและช่องแคบบับ เอล-มันเดบยังคงปลอดภัยและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะยังคงมีมาตรการจำกัดการเดินเรือที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบีย แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายรับรู้ดี คือฮูตี ณ วันนี้ ได้ครอบครอง “แต้มต่อรอง” ที่สามารถเอาไปใช้กับใครก็ได้เหตุผลสำคัญที่ทำให้การรุกคืบของกลุ่มฮูตีกลายเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างยิ่งสำหรับสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร คือเรื่องของ “จังหวะเวลา” เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางการเผชิญหน้ากับอิหร่าน และมีปัญหาอย่างหนักอยู่แล้วกับช่องแคบแห่งแรก นั่นคือ “ฮอร์มุซ”แต่การเกิดเส้นทางเดินเรือที่อาจไร้เสถียรภาพแห่งที่สอง “บับ เอล–มันเดบ” ในฝั่งตรงข้ามของคาบสมุทรอาหรับ ย่อมบังคับให้รัฐบาลวอชิงตันต้องคำนวณหาทางรับมือกับอีกสมรภูมิที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ น้ำมันส่งออกส่วนใหญ่ของอ่าวเปอร์เซียต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ เป็นเส้นทางเชื่อมมหาสมุทรอินเดียเข้ากับทะเลแดง และต่อไปยังคลองสุเอซ “ความไม่มั่นคง” ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่องแคบทั้งสองแห่งนอกจากจะขัดขวางการไหลเวียนของพลังงานในภูมิภาค แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบการค้าในวงกว้างที่เชื่อมต่อเอเชียและยุโรปอีกด้วยและถึงกลุ่มฮูตีจะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ฮูตีมีวาระทางการเมืองของตัวเอง ตัดสินใจใดๆโดยยึดสถานการณ์ภายในเยเมนเป็นหลัก แต่ความเป็นอิสระของกลุ่มฮูตีนี่เอง ที่ทำให้รูปแบบการ “กดดันสองทาง” (Two-pronged pressure) มีประโยชน์ต่อรัฐบาลเตหะราน ฝ่ายอิหร่านไม่จำเป็นต้องขยายความขัดแย้งด้วยกองทัพของตัวเอง ในเมื่อเครือข่ายพันธมิตรกำลังเคลื่อนไหวในแนวทางที่สมประโยชน์อิหร่านไม่จำเป็นต้อง “สั่งปิด” ช่องแคบบับ เอล–มันเดบ เพราะเพียงแค่ความเป็นไปได้ในการเกิดวิกฤติครั้งใหม่ในทะเลแดง ก็เพียงพอที่จะบีบให้สหรัฐฯต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ต้องกระจายทรัพยากรทางทหาร เสริมกองเรือทางทะเล และนำผลกระทบเหล่านั้นไปคิดคำนวณความเสียหาย ซึ่งประสิทธิภาพของแรงกดดันครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ช่องแคบใดช่องแคบหนึ่งถูกปิดโดยสมบูรณ์หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองช่องแคบสามารถถูกทำให้ “ไร้เสถียรภาพได้มากพอ” จนบีบให้สหรัฐฯและพันธมิตรต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรมากขึ้นในการปกป้องเส้นทางเหล่านั้นหรือไม่ในช่วงความขัดแย้งโศกนาฏกรรม 7 ต.ค. 2566 ของอิสราเอล กลุ่มฮูตีเคยปฏิบัติการโจมตีเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านทะเลแดง บริษัทเดินเรือรายใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งต่างตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ทั้งที่ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ไม่เคยถูกปิดอย่างสมบูรณ์ภาคเอกชนมักอ่อนไหวและตอบสนองต่อความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้น ดังนั้น พลังกลุ่มฮูตีจึงไม่ใช่ความสามารถในการหยุดยั้งเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบ แต่คือความสามารถในการทำให้ตลาดตื่น ตระหนก ทำให้เรือทุกลำกลัวว่าตัวเองอาจจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีแน่นอนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความอึดอัดแก่ “ซาอุดีอาระเบีย” ที่ไม่ต้องการถูกลากกลับเข้าสู่สงครามเยเมนที่สิ้นเปลืองงบ และเคยใช้เวลาหลายปีในการพยายามถอนตัวออกมาผ่านการเจรจาและการเป็นตัวกลางของโอมาน ซาอุดีอาระเบีย ยังมี “ยุทธศาสตร์สำรอง” ในยามที่อ่าวเปอร์เซียมีความเปราะบาง นั่นคือการใช้ท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West pipeline) และสถานีขนส่งน้ำมันในทะเลแดงมาทดแทน แต่บัดนี้ท่อดังกล่าวก็อยู่ในเป้าการโจมตีจากโดรนพิฆาตหรืออาวุธระยะไกล ส่วนทางออกทะเลแดงก็ดูเหมือนจะถูกปิดคงไม่แปลกเท่าใดนัก ที่สถานการณ์ในตอนนี้จะสามารถเรียกได้ว่า “1 สมรภูมิใหญ่ 2 แต้มต่อทางการเมือง” ช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับ เอล–มันเดบ กำลังค่อยๆกลายเป็นแรงกดดันแบบองค์รวม วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดยุทธศาสตร์หนึ่ง จะเพิ่มความสำคัญให้กับจุดยุทธศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่ความพยายามใดๆที่จะรักษาความปลอดภัยให้กับเส้นทางหนึ่ง ก็จะเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของเส้นทางที่เป็นทางเลือกสำรองในทันที.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม