นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาถือ เป็นหน่วยรบอันเกรียงไกร ครองอิทธิพลในมหาสมุทรทั่วโลก ไม่ต่างอะไรกับยุคทองของจักรวรรดิอังกฤษ ที่พูดกันว่าดวงอาทิตย์ไม่เคยอัสดง อเมริกามี “กองเรือบรรทุกเครื่องบิน” พร้อมประกาศศักดาในภูมิภาคต่างๆ ดั่งที่เห็นกันในภาพยนตร์ฮอลลีวูด เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งขึ้นที่ใด ยูเอสแคร์ริเออร์ก็จะไปโผล่ที่นั่นภายในเวลาไม่นานเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่เชื่อกินได้ยาวนานหลายทศวรรษ และไม่แปลกที่สหรัฐฯจะมีเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ถึง 11 ลำ (เขียนไว้ในระเบียบกองทัพ ต้องมีอย่างน้อย 11 ลำ) ซึ่งหากนับเรือบรรทุกเครื่องบินของจีน อังกฤษ อินเดีย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน รวมกันยังมีจำนวนไม่เทียบเท่า ฐานทัพลอยน้ำ ของแดนพญาอินทรีอย่างไรก็ตาม การคงภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งไม่ใช่เรื่องง่าย เรือรบก็มีหมดอายุไปตามวัยหลังจากใช้งานมาหลายสิบปี บางลำอยู่มานาน 40-50 ปี ขณะที่อุตสาหกรรมการทหารของสหรัฐฯในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่ในจุดพีกเหมือนยุคที่กำลังเผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียต โรงงานต่างๆจำเป็นต้องปรับตัวแตกไลน์ในช่วงการสิ้นสุดของสงคราม เย็น จากที่เคยผลิตยุทโธปกรณ์ทางทหาร จำใจต้องหันไปผลิตสินค้าพลเรือนจนเกิดปัญหาต่อเรือตามออเดอร์ไม่ทัน ส่งมอบอาวุธให้ต่างประเทศไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพราะแค่ของที่ต้องส่งมอบให้กองทัพของตัวเองยังทำไม่เสร็จ ทิศทางตรงกันข้ามกับความต้องการของกระทรวงกลาโหมที่ประเมินว่า สหรัฐฯจำเป็นต้องมีเรือรบใหม่ๆรุ่นต่างๆหลายร้อยลำ (บางตัวเลขบอกว่าหวังไว้กว่า 400 ลำ) เพื่อเผชิญ หน้ากับความท้าทายในยุคปัจจุบัน (จีน) กองเรือบรรทุกเครื่องบินก็เช่นกัน เรือชั้นนิมิตซ์ (Nimitz) กำลังอยู่ในจุดที่เปลี่ยนผ่าน กำลังถูกทดแทนด้วยเรือชั้นฟอร์ด (Ford) ที่ถูกเรียกว่า “ซุปเปอร์แคร์ริเออร์” ครบเครื่องด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ (ที่จริงๆแล้วก็ยังไปไม่สุด)แน่นอนว่านับตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 (ปี 2543 เป็นต้นมา) กองเรือสหรัฐฯได้เผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง และถือว่าอยู่ในระดับที่กองทัพสหรัฐฯแทบไม่ต้องเจอกับการต้านทานอย่างจริงจัง จนมาถึงจุดเปลี่ยนในวันที่ 28 ก.พ. การทำสงครามกับมหาอำนาจเปอร์เซีย “อิหร่าน” ในเอเชียตะวันตกอิหร่านได้แสดงให้เห็นว่าอันตรายจากการทำสงครามใหญ่นั้นเป็นเช่นไร กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯไม่สามารถไปลอยลำเท่ๆ ได้เหมือนแต่ก่อน มีรายงานว่า การทำศึกอย่างดุเดือดตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำให้กองเรือสหรัฐฯถูก “ยิงเข้าใส่” ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นมานานนับจากยุคสงครามเวียดนามเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ต้องทำการหลบหลีกอยู่ในทะเลอาระเบีย ไม่สามารถเข้าใกล้อ่าวโอมานและช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะที่เรือยูเอสเอส เจรัลด์ ฟอร์ด มีรายงานถูกโจมตีด้วยฝูงโดรนพิฆาตในพื้นที่ทะเลแดงจนต้องถอนตัวจากการรบ และนำเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส จอร์จ บุช มาทดแทนกระนั้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น ที่อยู่ามาตั้งแต่เริ่มสงคราม ก็ไปต่อไม่ไหวแล้วเช่นกัน ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่อิหร่านใช้วิธีทำลายฐานเสบียงของสหรัฐฯในภูมิภาค และทำให้อเมริกาต้องย้ายจุดโลจิสติกส์ไปยังเกาะดิเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งการส่งเสบียงจำเป็นต้องขนใส่เรือมาส่งในพื้นที่ปฏิบัติการเป็นระยะทางกว่า 3,600 กิโลเมตร หมดโอกาสที่จะมีอาหารของสดเพียงพอ ทำให้ลูกเรือขวัญกำลังใจตกต่ำลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่มีรายงานว่ามีความพยายามฆ่าตัวตาย ทนไม่ไหวที่อยู่กลางทะเลมานานกว่า 266 วันและเป็นที่มาของการตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน ในสังกัดภูมิภาคแปซิฟิก (ฐานทัพหลักอยู่ที่ญี่ปุ่น) มาทดแทน เพื่อให้ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ลากสังขารกลับฐานทัพเรือซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เรียกได้ว่าหมดสภาพการรบอย่างสิ้นเชิง แม้ไม่ได้รับความเสียหายจากอาวุธของข้าศึกแต่อย่างใดจากข้อมูลที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ปฏิบัติการอยู่ในทะเล 3 ลำคือ 1.อับราฮัม ลินคอล์น 2.จอร์จ บุช และ 3.จอร์จ วอชิงตัน ส่วนอีก 8 ลำนั้นไปไหน ลำแรกคือ นิมิตซ์ จอดเทียบท่าอยู่ที่ฐานทัพรัฐเวอร์จิเนีย เพื่อรอปลดประจำการในเดือน มี.ค.2570 ลำที่สอง ดไวท์ ไอเซนฮาวเออร์ อยู่ระหว่างปรับปรุงและซ่อมบำรุงอยู่ที่ฐานทัพรัฐเวอร์จิเนียเช่นกัน ลำที่สาม คาร์ล วินสัน อยู่ระหว่างปรับปรุงและซ่อมบำรุงอยู่ที่ฐานทัพรัฐแคลิฟอร์เนีย ปฏิบัติการได้อีกทีช่วงต้นปี 2570 ลำที่สี่ ธีโอดอร์ รูสเวลต์ เติมเสบียงอยู่ที่ฐานทัพรัฐแคลิฟอร์เนีย คาดออกปฏิบัติการได้อีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้สำหรับลำที่ห้า จอห์น ซี. สเตนนิส อยู่ระหว่างซ่อมบำรุงที่เมืองนิวพอร์ต รัฐเวอร์จิเนีย โดยประสบปัญหาซ่อมเลยกำหนดเดดไลน์มาตั้งแต่เดือน ส.ค.2568 ลำที่หก แฮร์รี เอส.ทรูแมน เทียบท่าอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย รอเข้าสู่กระบวนการซ่อมบำรุง ลำที่เจ็ด โรนัลด์ เรแกน ถูกนำเข้าอู่แห้งที่เมืองเบรเมอตัน รัฐวอชิงตัน คาดว่าอีก 2-3 เดือนถึงจะออกปฏิบัติการได้อีกครั้ง ส่วนลำสุดท้าย จอห์น เอฟ.เคนเนดี อยู่ระหว่างการทดสอบต่างๆนอกชายฝั่งรัฐเวอร์จิเนียหลังต่อเรือเสร็จ คาดนำเข้าประจำการอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค.2570ถึงสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อแผ่นดินสหรัฐฯจะสามารถดึงเรือเหล่านี้มาทำการรบได้ทันที แต่สุดท้ายทัพเรือสหรัฐฯในขณะนี้ ถือว่าแทบจะไม่เหลือกองเรือบรรทุกเครื่องบินอยู่ในทะเลเหมือนในอดีตอีกต่อไป และที่สำคัญคือไม่เหลือเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ไว้ในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกแม้แต่ลำเดียว.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม