เมื่อเกิดเหตุกราดยิงหรือความรุนแรงสะเทือนขวัญโดยเยาวชน สังคมมักติดอยู่ในวังวนของการขุดคุ้ย “ความเจ็บปวด” ของผู้ก่อเหตุ ทั้งการถูกบูลลี่ ครอบครัวแตกแยก หรือปัญหาสุขภาพจิต ถูกนำเสนอซ้ำๆ จนเกิดความเห็นอกเห็นใจเกินขอบเขต บดบังความจริงที่ว่ามีผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตให้กับความโหดเหี้ยมนั้นสิ่งที่อันตรายที่สุดของการรายงานข่าวลักษณะนี้คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “การทำให้ กลายเป็นเด็กไร้เดียงสา” (Infantilizing) จนเส้นแบ่งระหว่าง “การพยายามทำความเข้าใจสาเหตุ” กับ “การหาข้อแก้ตัวให้คนผิด” หายไป ตัวอย่างเช่น คดีกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ รัฐโคโลราโด สหรัฐฯ เมื่อปี 2542 ที่สื่อเคยวาดภาพผู้ก่อเหตุทั้งสองคนเป็นเพียง “เด็กนอกคอกที่ถูกรังแกอย่างหนัก” จนเกิดกลุ่มแฟนคลับที่เห็นใจคลั่งไคล้ ทั้งที่ผลการสืบสวนระบุชัดเจนว่าทั้งคู่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมขั้นรุนแรงดร.เจมส์ เดนสลีย์ และ ดร.จิลเลียน ปีเตอร์สัน นักอาชญาวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเหตุกราดยิง เคยเตือนในรายการ 60 มินิทส์ ทางช่องซีบีเอสของสหรัฐฯ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาว่า การฟอกขาวและให้แสงแก่ผู้ก่อเหตุ จะส่งสัญญาณที่ผิดพลาดและสร้างพฤติกรรมเลียนแบบไปยังเยาวชนคนอื่นที่มีปมในใจว่าความรุนแรงคือวิธีเปลี่ยนตัวเองจากคนนอกสายตาให้โลกจดจำ เห็นได้ชัดจากคดีกราดยิงที่ โรงเรียนมัธยมออกซ์ฟอร์ด รัฐมิชิแกน สหรัฐฯ เมื่อปี 2564 ซึ่งผู้ก่อเหตุวัย 15 ปี ได้รับแรงบันดาลใจและลอกเลียนแบบพฤติกรรมของมือสังหารในอดีตที่สื่อเคยประโคม ข่าว สะท้อนว่า การหยิบยื่นความสงสารให้ฆาตกร คือการบ่มเพาะนักฆ่าคนต่อไปบทเรียนสำคัญที่สังคมต้องตระหนักคือ ปมจิตวิทยาหรือความเจ็บปวดในอดีตมีไว้เพื่อ “ป้องกัน” ไม่ใช่เพื่อ “ล้างความผิด” ทุกภาคส่วนควรร่วมกันขับเคลื่อนตามแนวทางอย่างแคมเปญ “No Notoriety” ที่หยุดการให้แสง ยุติการขุดคุ้ยประวัติส่วนตัว และเลิกเอ่ยชื่อฆาตกร ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดส่งต่อความเห็นใจที่บิดเบี้ยวผิดที่ผิดทาง แล้วคืนพื้นที่ไว้อาลัยรวมถึงความยุติธรรมให้แก่เหยื่อผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม