ฝ่าสายฝนกระหน่ำกรุง มาตามนัด “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ลงมติปล่อยหัวโจกขบวนการฮั้วเลือก สว.ลอยนวลต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นกลโกงที่ทำเป็นขบวนการ ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ประเทศ มีพยานหลักฐานมัดแน่น ทั้งโพยฮั้ว ข้อมูลการโทรศัพท์ เส้นทางเงิน พุ่งเป้าไปที่เครือข่ายพรรคการเมืองเดียว แต่มุมมอง กกต.กลับเห็นเป็นความผิดส่วนบุคคล ต่างคนต่างทำ เน้นจับมด แต่ไม่จับช้าง ปล่อยระดับแกนนำเดินตัวปลิว หวังตัดตอนคดีไม่ให้สาวถึงสายแข็งในพรรคภูมิใจไทยค่ายส้มไม่ปล่อยคดีโกง สว.ถูกตัดจบแค่ชั้น กกต.ลุยเดินเกมต่อเนื่อง กดดัน ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ตัดวงจรองคาพยพที่โอบอุ้มรัฐบาลสีน้ำเงินตีคู่ไปกับคณะกรรมาธิการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เรียก กกต. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาเค้นข้อมูล ตรวจสอบความโปร่งใสในการทำคดีแท็กทีมภาคประชาชน ให้เหล่า สว.สำรอง ทยอยยื่นฟ้องตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เอาผิดขบวนการโกงเลือก สว.เป็นรายกรณีผสมผสานการทำงานทั้งในสภา และนอกสภาอย่างเป็นระบบ เลี้ยงกระแสความไม่พอใจในสังคม สร้างคอนเทนต์ให้เรื่องยังอยู่ในความสนใจปลุกอารมณ์ร่วมมวลชนให้คอยติดตามเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้คดีฮั้ว สว.เงียบหาย ใช้วิกฤติศรัทธา กกต.เป็นสารตั้งต้น จุดแรงกระเพื่อมให้ไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆรอเวลาสุกงอม นำไปขยายผลต่อในดาบสอง ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลปลายปี ในห้วงที่ภูมิต้านทานรัฐบาลอ่อนแอล็อกเป้า “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ส่อรู้เห็น เป็นใจกระบวนการฮั้ว และโผล่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่เหล่า สว.ไปฟังคำสั่งบรีฟเลือกตัวประธานและรองประธานวุฒิสภาขยายผลไปถึงตัวสายล่อฟ้าอื่น อย่าง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม ขึ้นเขียงตรวจสอบสารพัดปมฉาว อาทิ โครงการ TH-AI Passport ปัญหาการกักตุนน้ำมัน ขบวนการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่นลากไส้ความไม่โปร่งใสการทำงานของผู้นำประเทศ รมต.ลูกเทพ และขาใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยโยงไปถึงความล้มเหลวการตรวจสอบ กลายเป็นระบบกินรวบประเทศ เชื่อมโยงกันตั้งแต่ สส. สว. องค์กรอิสระ ตำรวจ ระบบราชการ ไปจนถึงการเมืองท้องถิ่นรอฉายภาพการทุจริต การเอื้อพวกพ้อง การสิ้นหวังระบบการถ่วงดุลขององค์กรอิสระ พุ่งเป้าไปสู่ระบบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ เพื่อลดทอนภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลไปในตัวคิวโหมโรงที่ค่ายส้มประกาศเชิญชวนประชาชน ข้าราชการ ร่วมส่งเบาะแสหลักฐานการโกง นำไปเปิดโปงผ่านสภา เปลี่ยนความคับแค้นใจของประชาชน เป็นพลังการตรวจสอบในเวทีซักฟอกปลุกพลังสังคมให้ตื่นตัวตลอดเวลา เอามาคานอำนาจกับกลไกเสียงข้างมากของรัฐบาลขณะเดียวกันก็โชว์ลูกเด็ดขาด อัปเปหิพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากการเป็นวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน หลังหักหน้ามติวิปฝ่ายค้าน ไปร่วมลงคะแนนเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ปี 2570ช่วยเร่งปฏิกิริยา เปลี่ยนสถานะพรรคกล้าธรรม จากฝ่ายค้านเป็นฝ่ายคอย รอโอกาสเสียบร่วมรัฐบาลตามการประเมินแล้วว่า การตัดชื่อพรรคกล้าธรรม พ้นวงโคจรฝ่ายตรวจสอบ มีผลได้คุ้มกว่าเสียอย่างน้อยในระยะเฉพาะหน้าก็เซฟความปลอดภัยข้อสอบซักฟอก จะไม่รั่วถึงหูฝ่ายรัฐบาลเหลือพวกพ้องอยู่แค่ 5 พรรค 149 เสียง แต่ก็มีเอกภาพการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ดีกว่าอยู่กันมากพรรค แต่อึดอัดและไม่ไว้วางใจกันปลดล็อกความหวาดระแวง ได้วางมาตรฐานการตรวจสอบ เพิ่มประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้นถึงบทสรุปผลซักฟอกจะลงเอยแพ้เสียงโหวตในสภา แต่หวังผลลัพธ์จุดติดกระแสสังคม ใช้ข้อมูลการอภิปรายเป็นหลักฐานมัด ขยายผลจากเกมในสภา สู่เกมนอกสภาที่เสียงดังกว่า และรัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้อานุภาพอารมณ์ร่วมนอกสภา หากจุดติด ต่อให้ภูมิคุ้มกันแกร่งแค่ไหน ก็เสี่ยงพังได้ทุกขณะ!!!ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม