40-50 ปีก่อน ใครอยากรู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร ก็ต้องอาศัยนักการทูตเป็นทั้งตา หู และปากของประเทศ นักการทูตในสมัยนั้นจึงมีความสำคัญมาก เพราะประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นผมไปต่างประเทศตั้งแต่ ค.ศ.1978 จนถึง ค.ศ.2026 รวม 48 ปี ผ่านมาราว 100 ประเทศ เคยเป็นกรรมาธิการการต่างประเทศ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทยไปกล่าวถ้อยแถลงในเวทีนานาชาติ และเข้าไปช่วยคลี่คลายปัญหาของคนไทยในหลายประเทศ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเห็นการทำงานของข้าราชการไทยในต่างแดนอย่างใกล้ชิดข้าราชการไทยในต่างประเทศส่วนใหญ่ทำงานดี มีความรู้ มีมารยาท และช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง หลายท่านทำงานหนักเกินตำแหน่งแต่ในบ้านที่แม้จะสะอาดเพียงใด ก็มักมีฝุ่นอยู่ตามมุมและฝุ่นบางก้อนก็เข้าใจผิดว่าตนเองเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญของชาติเขียนคอลัมน์ในระยะแรก ผมเคยได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเอกอัครราชทูตไทยประจำยุโรปประเทศหนึ่ง แต่ด้วยความให้เกียรติ ผมไม่ได้เปิดเผย ต่อมากระทรวงการต่างประเทศสอบสวนวินัยร้ายแรงและมีคำสั่งไล่ออกจากราชการขอเรียนรับใช้ครับว่า ความเงียบของสื่อไม่ใช่ใบรับรองความบริสุทธิ์ และเก้าอี้เอกอัครราชทูตก็ไม่ใช่เกราะกันกระสุนทางวินัยปัจจุบันยังมีผู้ส่งเรื่องร้องเรียนมาหาผมอยู่ไม่น้อย ผมขอเรียนว่า อย่าส่งมาให้ผมเป็นด่านแรกเลยครับ ผมเป็นคอลัมนิสต์ มิใช่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์แห่งชาติหากเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของสถานทูต ควรร้องต่อกระทรวงการต่างประเทศโดยตรง หากเป็นเรื่องจริยธรรม ก็ร้องต่อหน่วยงานที่กำกับมาตรฐานข้าราชการ หากเป็นการละเลยหน้าที่หรือปฏิบัติไม่เป็นธรรม ก็ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน หากเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหากเกิดความเสียหายจากการใช้อำนาจรัฐ ก็ใช้สิทธิทางศาลปกครองสมัยผมทำงานในกรรมาธิการต่างประเทศ ข้อมูลจำนวนไม่น้อยจากนักการทูตด้วยกันเอง อยู่สถานทูตเดียวกันย่อมรู้กันทุกเรื่อง และหากไม่ชอบหน้ากันขึ้นมา บัตรสนเท่ห์ก็จะเดินทางเร็วกว่าหนังสือราชการ ที่สำคัญคือบัตรสนเท่ห์จากคนวงในมักมีหลักฐานแน่นหนา เพราะไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่กระนั้น เราก็ควรเห็นใจข้าราชการที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศ สถานทูตหนึ่งมีไม่กี่ครอบครัว ทำงานร่วมกัน พบหน้ากันทุกวัน คำพูดเพียงคำเดียวอาจค้างอยู่ในอกเป็นปี ไม่มีทางระบาย ความขุ่นข้องจึงมักกลายเป็นบัตรสนเท่ห์แทนคำสนทนาในอดีต ปัญหาบางแห่งเกิดจากผู้ใหญ่ใช้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทำทั้งงานราษฎร์และงานหลวง บางรายรับแลกเงิน บางรายตระเวนซื้อของเก่าส่งกลับมาขายเมืองไทย สถานทูตบางแห่งจึงดูคล้ายสำนักงานราชการผสมร้านค้าครอบครัว เพียงแต่ใช้ตราครุฑติดอยู่หน้าประตู2–3 ปีที่ผ่านมา ไทยต้องพึ่งแรงงานจากเพื่อนบ้าน โรงงาน เรือกสวนไร่นา แม้แต่งานแม่บ้าน ล้วนต้องอาศัยคนเหล่านี้ หากหน่วยงานไทยในประเทศเพื่อนบ้านสร้างความยุ่งยากให้คนไทยด้วยกันเอง ก็เท่ากับเอากุญแจไปล็อกประตูบ้านตนเอง แล้วบ่นว่าไม่มีใครเข้ามาช่วยผมยังเชื่อในเมตตาและโอกาส คนหนุ่มสาวกว่าจะเรียนจบ สอบเข้ากระทรวง และไต่จากเลขานุการตรี โท เอก ไปจนถึงตำแหน่งสูง ต้องใช้เวลามาก หากผิดพลาดเล็กน้อยก็ควรแก้ไข แต่หากใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเห็นตำแหน่งราชการเป็นสมบัติส่วนตัว ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะความเมตตาไม่ควรกลายเป็นผ้าห่มคลุมความผิดโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม ต่อให้ร้องสื่อไม่ได้ ร้องหน่วยงานแล้วเงียบ หรือบัตรสนเท่ห์ถูกโยนลงถัง เรื่องก็ไม่จบ เพราะประชาชนมีโทรศัพท์ มีภาพ มีเสียง และมีพื้นที่เผยแพร่ หลักฐานทุกชิ้นกลายเป็นดิจิทัลฟุตพริ้นต์ ลบยากกว่าหมึกในสำนวนสอบสวนแม้ว่าจะรอดปากเหยี่ยวปากกา ไต่จากเลขานุการตรีไปจนถึงเอกอัครราชทูตได้อย่างทุลักทุเล แต่เรื่องเก่าจะตามไปเร็วกว่ารถประจำตำแหน่ง และติดแน่นกว่าป้ายชื่อหน้าห้อง ต่อให้เกษียณแล้ว เรื่องก็ยังอยู่ ต่อให้ตายแล้ว ชื่อก็ยังค้นเจอสมัยก่อนคนกลัวแฟ้มลับ แต่สมัยนี้ควรกลัวแฟ้มสาธารณะ เพราะแฟ้มลับยังมีคนถือกุญแจส่วนโลกออนไลน์ไม่มีประตู ไม่มีเวรยาม และไม่รู้จักคำว่าเกษียณ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม