ศึกลูกหนังฟุตบอลโลก 2026 รอบ 8 ทีมสุดท้ายมีฟาดแข้งกัน 2 คู่ 2 สนาม คู่แรก “นักรบไวกิ้ง” นอร์เวย์ ทีมแกร่งจากสแกนดิเนเวีย ดวลกับ “สิงโตคำราม” อังกฤษ หนึ่งในตัวเต็งแชมป์เพื่อนร่วมทวีป ไฮไลต์อยู่ที่การประชันความคมของเออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้าชาวนอร์เวย์ที่ซัดไป 7 ตุง กับแฮร์รี เคน กัปตันทีม “ทรีไลออนส์” ที่กดไป 6 ลูก รูปเกมทั้งสองทีมใส่กันยับแน่นอนใครชนะจะคว้าตั๋วเข้าสู่รอบตัดเชือกต่อไป อีกคู่ “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา แชมป์เก่า ดวลกับ “นาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ เกมนี้ลิโอเนล เมสซี กองหน้าวัย 39 ปี กัปตันทัพ “ลา อัลบิเชเลสเต” นำลูกทีมเดินหน้าเก็บชัยชนะหวังทะลุไปป้องกันแชมป์อีกสมัย คู่นี้ช่องโมโนแม็กซ์ สปอร์ต ช่อง 29 ถ่ายทอดสด ขณะที่ศึก “เวิลด์ คัพ 2026” รอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย “ตราไก่” ฝรั่งเศส เต็งแชมป์ยังโชว์ฟอร์มสมราคาไล่บดเอาชนะ “สิงโตแห่งแอตลาส” โมร็อกโก ไปไม่ยากเย็น 2-0 ตบเท้าเข้าสู่รอบตัดเชือกศึกฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ เข้าไปยืนรอพบผู้ชนะระหว่างสเปนกับเบลเยียมต่อไปการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 8 ทีมสุดท้ายวันนี้เดินทางมาถึง 2 คู่สุดท้ายของรอบนี้ คู่แรก“ไวกิ้ง” นอร์เวย์ ทีมแกร่งจากสแกนดิเนเวีย พบ “สิงโตคำราม” อังกฤษ เพื่อนร่วมทวีปยุโรป หนึ่งในตัวเต็งแชมป์หนนี้ เกมนี้ฟาดแข้งกันที่ไมอามี สเตเดียม รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 ก.ค. เวลา 17.00น. ตามเวลาท้องถิ่นตรงกับประเทศไทยวันที่ 12 ก.ค. เวลา 04.00 น. ช่องโมโนแม็กซ์ถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวของทัพ “ไวกิ้ง” ทีมชาตินอร์เวย์ ที่ประสบปัญหาในแคมป์เก็บตัวโดนไข้หวัดใหญ่เล่นงานไปหลายต่อหลายราย ไม่ว่าจะเป็นนักเตะและสตาฟฟ์โค้ช ล่าสุด สตาเล โซลบัคเคน กุนซือคนเก่งยอมรับว่าตอนนี้สภาพทีมดีขึ้นเยอะเหลือแค่ไม่กี่คนที่ยังมีอาการป่วยเล็กน้อยเกมนี้ยังจัดทัพใหญ่ลงวาดลวดลายได้เหมือนเดิม โซลบัคเคน นายใหญ่ทีมชาตินอร์เวย์จะยึดผู้เล่นจากเกมทุบบราซิล 2-1 ลงสนาม เออร์ยาน นีลันด์ ที่เซฟจุดโทษจากนัดที่แล้วลงเฝ้าเสาเหมือนเดิม แนวรับวางฮูเลียน ไรเออร์สัน, ทอร์บียอร์น เฮกเกม, คริสโตเฟอร์ เอเยอร์ และเดวิด มอลเลอร์ โวล์ฟ ยืนเป็นแผงแบ็กโฟร์ ซานเดอร์ แบร์เก คอยปักหลักตัดเกม มาร์ติน โอเดการ์ด กัปตันทีม ขับเคลื่อนร่วมกับ แพทริก เบิร์ก แดนหน้าวางเออร์ลิง ฮาแลนด์ กองหน้าร่างยักษ์ที่กดไป 7 ตุงผนึกกำลังอเล็กซานเดอร์ ซอร์ล็อธ, อันโตนิโอ นูซา ยืนเป็น 3 ประสานล่าตาข่ายด้านทัพ “สิงโตคำราม” อังกฤษ เกมนี้ไม่มี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางตัวเก๋าที่เจ็บจากการดีใจในเกมโค่นเม็กซิโก 3-2 จนแขนหักหมดสิทธิ์เล่นทุกเกมที่เหลืออยู่ ส่วนจาร์เรลล์ ควอนซาห์ ติดโทษแบน 2 นัดหลังโดนไล่ออกในเกมล่าสุด ขณะเดียวกันต้องรอเช็กอาการของมาร์ค เกฮี ปราการหลังจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่บาดเจ็บกล้ามเนื้อหลังต้นขาก่อนว่าจะพร้อมลงสนามหรือไม่เกมนี้โธมัส ทูเคิล นายใหญ่ชาวเยอรมันของทีมชาติอังกฤษ จะยึดผู้เล่นจากเกมโค่นเม็กซิโกเป็นแกนหลัก จอร์แดน พิกฟอร์ดลงเฝ้าเสา แนวรับจะต้องเช็กอาการของมาร์ค เกฮี ก่อน หากไม่พร้อม จอห์น สโตนส์ จะลงคุมแนวรับร่วมกับรีซ เจมส์ เอซริ คอนซา และนิโก โอไรลีย์ แทน ส่วนเดแคลน ไรซ์ ที่เป็นไข้กลับมาฟิตพร้อมลงสนามอีกครั้งผนึกกำลังเอลเลียต แอนเดอร์สัน คุมจังหวะเกม จู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางเรอัล มาดริด ที่กดไป 2 เม็ดในเกมล่าสุด ผนึกกำลังบูกาโย ซากา และแอนโธนีย์ กอร์ดอน ปั้นเกมรุก แดนหน้าวางแฮร์รี เคน กองหน้ากัปตันทีมที่กดไปแล้ว 6 ตุงลงยืนหน้าเป้าเหมือนเดิมเกมนี้ทั้งสองทีมจะพลาดไม่ได้ ต้องเน้นเป็นพิเศษมีตั๋วรอบรองชนะเลิศเป็นเดิมพัน มองโดยรวมแล้วทีมชาติอังกฤษเหนือกว่าพอสมควร แต่นอร์เวย์ ก็ไม่ธรรมดาเพิ่งโค่นบราซิลมาหมาดๆ ทำให้กำลังมั่นใจ แม้เทียบกันเรื่องขุมกำลัง ทัพ “สิงโตคำราม” จะมีแข้งชั้นนำเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเคน, เบลลิงแฮม, ซากา, ไรซ์ นำทัพ ด้าน “ไวกิ้ง” เป็นรองด้านตัวผู้เล่นก็จริง แต่มีทีเด็ดในการเข้าทำจากฮาแลนด์ ที่เรื่องจบสกอร์วางใจได้เสมอ แม้ว่าแนวรับ “ทรี ไลออนส์” จะรู้ทาง 2 คีย์แมนหลักอย่างโอเดการ์ดและฮาแลนด์ ก็จริง แต่ชั่วโมงนี้แนวรับอังกฤษคงยากจะหยุดดาวยิงวัย 25 ปี จากสแกนดิเนเวียได้อยู่คู่ที่สอง “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาใต้และแชมป์เก่า พบกับ “นาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ ทีมแกร่งจากยุโรป เกมนี้ฟาดแข้งกันที่ แคนซัส ซิตี้ สเตเดียม รัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 ก.ค. เวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นตรงกับประเทศไทยวันที่ 12 ก.ค. เวลา 08.00 น. ช่องโมโนแม็กซ์ และโมโนแม็กซ์ สปอร์ต (ช่อง 29) ถ่ายทอดสดความพร้อมของทีมชาติอาร์เจนตินา แข้งตัวหลักอย่างคริสเตียน โรเมโร ปราการหลังตัวเก่งที่เจ็บน่องจากเกมนัดล่าสุด ฟิตสมบูรณ์พร้อมลงสนามอีกครั้ง เช่นเดียวกับเอมิเลียโน มาร์ติเนซ และลิโอเนล เมสซี ที่เจ็บเล็กน้อย พร้อมลงสนามเช่นเดียวกันลิโอเนล สกาโลนี เทรนเนอร์ทีมชาติอาร์เจนตินา เกมนี้จะยึดผู้เล่นหน้าเดิมๆจากเกมพลิกกลับมาชนะ อียิปต์ไปหวุดหวิด 3-2 ลงสนาม เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ลงเฝ้าเสา แนวรับวางนาฮูเอล โมลินา รับหน้าที่แบ็กขวา ลิซานโดร มาร์ติเนซ, คริสเตียน โรเมโร ยืนเป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ นิโกลัส ตาเกลียฟิโก ดูแลฝั่งซ้าย เลอันโดร ปาเรเดส ปักหลักตัดเกม เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ที่โขกประตูชัยในเกมที่แล้ว ผนึกกำลังโรดริโก เดอ ปอล, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ขับเคลื่อนเกมกลางสนาม แดนหน้าวางลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมที่กดไปแล้ว 8 ประตู ผนึกกำลังฮูเลียน อัลวาเรซ ลงล่าตาข่ายด้าน “นาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ เกมนี้ต้องเช็กอาการโยอัน มานซามบี แนวรุกตัวเก่งหลังจากพลาดในเกมที่ชนะจุดโทษโคลอมเบีย 4-3 โดยเสมอในเวลา 120 นาที 0-0 ส่วนรูเบน วาร์กัส ที่มีอาการเจ็บเล็กน้อยจากการซ้อม พร้อมกลับมาลงสนามอีกครั้ง ส่วนตัวหลักๆคนอื่นๆอยู่กันพร้อมหน้าเช่นกันเกมนี้ มูรัต ยาคิน เทรนเนอร์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ จะยึดผู้เล่นจากเกมชนะจุดโทษโคลอมเบีย ลงสนาม เกรกอร์ โคเบิล ที่เซฟจุดโทษพาทีมเข้ารอบลงเฝ้าเสาเหมือนเดิม แนวรับวางเดนิส ซากาเรีย รับหน้าที่แบ็กขวา นิโค เอลเวดี, มานูเอล อาคานจี ยืนเป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ริคาร์โด โรดริเกซ ดูแลฝั่งซ้าย กรานิต ซาคา กัปตันทีม คุมจังหวะเกมร่วมกับ เรโม ฟลอยเลอร์ และอาร์ดอน ยาซารี แดนหน้าวาง บรีล เอ็มโบโล ผนึกกำลังแดน เอ็นดอย และรูเบน วาร์กัส ยืนเป็น 3 ประสานแดนหน้าอาร์เจนตินาเหนือกว่าสวิตเซอร์แลนด์อยู่หลายช่วงตัว แม้ว่าทัพ “นาฬิกา” จะวางแผนมาเล่นอย่างรัดกุม แต่คงยากจะต้านทานแนวรุกทัพ “ฟ้า-ขาว” ที่มีลิโอเนล เมสซี ที่กดไปแล้ว 8 ตุงเป็นตัวทีเด็ด รูปเกมจะเป็นแชมป์เก่าจะเป็นฝ่ายเดินเกมรุกกดดันใส่ตั้งแต่ต้นเกม แม้ว่าสวิสจะมีเกมโต้กลับที่ค่อนข้างเด็ดขาดและอันตรายก็จริง แต่สุดท้ายชั่วโมงนี้แนวรุก “ลา อัลบิเชเลสเต” ครบเครื่องกว่าจะบดเอาชนะไปได้ในท้ายที่สุดขณะที่การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 8 ทีม เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย “ตราไก่” ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า และเต็งแชมป์ในปีนี้ พบกับ “สิงโตแห่งแอตลาส” โมร็อกโก แชมป์ทวีปแอฟริกาทีมล่าสุด เกมนี้ใครชนะจะผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกไปรอพบผู้ชนะระหว่างสเปนกับเบลเยียมต่อไปเกมนี้เปิดฉากมาเป็นฝรั่งเศสที่เดินหน้ารุกกดดันใส่ตั้งแต่ต้นเกม แต่ทำได้แค่หวาดเสียว จนมาถึงนาทีที่ 28 “ตราไก่” มาได้จุดโทษ แต่คีเลียน เอ็มบัปเป ยิงติดเซฟผู้รักษาประตูโมร็อกโก ทำให้ “เลอ เบลอส์” อดได้ประตูขึ้นนำ แต่นาทีที่ 60 แฟนบอลเลือดน้ำหอมได้เฮกันสนั่นเมื่อเอ็มบัปเปยิงสุดสวยเข้าไปตุงตาข่ายให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0 ถัดมาอีก 6 นาที อุสมาน เดมเบเล ลากบอลไปยิงหนีมือโบโน เข้าไปให้อดีตแชมป์โลก 2 สมัย ขึ้นนำ 2-0 ขณะที่ โมร็อกโกพยายามจะแก้คืนแต่ทำไม่สำเร็จ ครบ 90 นาที ฝรั่งเศสชนะโมร็อกโกไปได้ 2-0 ตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นทีมแรก รอพบผู้ชนะระหว่าง สเปนกับเบลเยียม โดยจะฟาดแข้งกันในวันที่ 14ก.ค.นี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่