4 มิถุนายน 2026 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบควบคุมอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) เพื่อเตือนโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสภาแรก ด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง23 มิถุนายน 2026 วุฒิสภาสหรัฐฯลงมติเห็นชอบตามมา ด้วยคะแนน 50 ต่อ 48 เสียงมติของทั้ง 2 สภานี้ ทำให้ทรัมป์ต้องยุติการส่งงบประมาณและกำลังพลไปทำสงครามกับอิหร่าน ถือเป็นการปิดเกมโดยฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสมบูรณ์ และเป็นสิ่งที่ทรัมป์สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาทางลงในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยไม่ให้ฐานเสียงมองว่าตัวเองอ่อนแอทรัมป์จะไม่พูดคำว่า “แพ้” หรือ “ถอย” เด็ดขาด แต่ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ ด้วยการขู่ฟ้องร้องสื่อเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส หลายพันล้านดอลลาร์ในข้อหาทรยศชาติ แล้วก็ได้ผลครับ เพราะสื่อทั่วโลกพาดหัวข่าวใหญ่ ช่วยกลบข่าวความล้มเหลวในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ได้เป็นอย่างดี21 มิถุนายน 2026 นิวยอร์กไทม์ส เผยแพร่บทความวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับสงครามในอิหร่านที่มีมาเกือบ 4 เดือน สิ่งที่ทำให้ทรัมป์โกรธจนหนวดกระดิกก็คือเนื้อหาที่ว่า...“บันทึกความเข้าใจหรือข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ไม่ได้ช่วยกำจัดภัยคุกคามหลักจากอิหร่านให้หมดไป” พร้อมกับอ้างอิงความเห็นของศาสตราจารย์ เคทลิน ทาลแมดจ์ นักวิชาการจาก MIT ว่า “ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเพราะสหรัฐฯ “กระทำการเกินตัว” และแบกรับต้นทุนไม่ไหว”ทรัมป์โมโหโกรธาควันออกหู เพราะนิวยอร์กไทม์สตอกย้ำซ้ำๆไปที่จุดเจ็บว่า การยอมเซ็นสัญญาของสหรัฐฯเกิดจากความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์และประเมินอำนาจการต่อรองผิดพลาดไม่ใช่ชัยชนะเด็ดขาดตามที่ทรัมป์โพนทะนาสาธยายต่อสาธารณะทรัมป์โพสต์ข้อความลงบนทรูธ โซเชียล โจมตีนิวยอร์กไทม์สอย่างรุนแรงทันทีว่า เป็นสื่อที่ทุจริต ล้มเหลว และไร้จรรยาบรรณ พร้อมกับเคลมผลงานว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอลทำลายศักยภาพและเศรษฐกิจอิหร่านจนย่อยยับ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ แถมยังช่วยให้ตลาดหุ้นและตำแหน่งงานในสหรัฐฯพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทรัมป์กล่าวหาว่าสิ่งที่นิวยอร์กไทม์สรายงานเป็นการบิดเบือนและแต่งเรื่องขึ้นมา ซึ่งถือเป็นการทรยศชาติ พร้อมกับขู่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ในทางกฎหมายของสหรัฐฯแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ เพราะมีการคุ้มครองตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญข้อที่ 1 (First Amendment) ซึ่งเป็นการคุ้มครองเสรีภาพสื่อ โดยระบุว่า การวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะหรือรัฐบาลจะผิดก็ต่อเมื่อสื่อ “จงใจโกหกโดยประสงค์ร้าย” (Actual Malice) เท่านั้น เพราะฉะนั้น การวิเคราะห์ข่าวของนิวยอร์กไทม์สที่อ้างอิงความเห็นนักวิชาการจึงอยู่ภายใต้กรอบเสรีภาพสื่ออย่างเต็มที่นิวยอร์กไทม์สออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของทรัมป์ บอกว่า ทรัมป์พยายามคุกคามเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าจะรายงานข้อเท็จจริงโดยปราศจากความกลัวต่อไปไม่ใช่แค่นิวยอร์กไทม์สเท่านั้นนะครับ แม้แต่นิตยสารไทม์ ก็มีบทวิเคราะห์วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างตรงไปตรงมา โดยบอกว่า ทรัมป์กำลังอยู่ในภาวะ “ปฏิเสธความพ่ายแพ้” (Denial of Defeat) เพราะสงครามที่ยืดเยื้อเกือบ 4 เดือน สิ้นสุดโดยที่สหรัฐฯไม่สามารถบีบให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขตามที่เคยสัญญาไว้ได้เลย แถมผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้ก็ล้มเหลวและห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งใจไว้มากซีเอ็นเอ็นรายงานข้อมูลเชิงลึก โดยอ้างอิงจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯเองว่า ที่ทรัมป์อ้างว่าทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านไปจนสิ้นซากนั้นไม่เป็นความจริง เพราะรายงานข่าวกรองชี้ชัดว่า ฐานยิงขีปนาวุธส่วนใหญ่ของอิหร่านยังคงปลอดภัยและพร้อมใช้งาน แม้จะถูกระดมโจมตีอย่างหนักก็ตามดิ อิโคโนมิสต์ รายงานผลสำรวจความเห็นของประชาชนคนอเมริกันของ YouGov Poll พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 4 (ประมาณร้อยละ 25) เท่านั้นที่มองว่าสหรัฐฯเป็นฝ่ายชนะในสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ และคนส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯควรรีบจบสงครามเพราะแบกรับต้นทุนต่อไปไม่ไหวผู้อ่านท่านครับ คำว่า “พ่ายแพ้” ในมุมมองของสื่อตะวันตกส่วนใหญ่ ไม่ใช่การพ่ายแพ้ในสนามรบด้วยกำลังทหารแต่หมายถึง ความพ่ายแพ้อิหร่านทางยุทธศาสตร์และการเมือง ที่สหรัฐฯไม่สามารถใช้กำลังทหารบรรลุเป้าหมายตามที่ประกาศไว้ และต้องประนีประนอมในข้อตกลงเพื่อหาทางออกจากหล่มสงคราม.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม