เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทักเกอร์ คาร์ลสัน อดีตพิธีกรสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรยากาศการหย่าศึกระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน หลังจากทั้งสองฝ่ายประสบความสำเร็จในการฝ่าทางตัน ลงนามยอมรับเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ “อิสลามาบัด MoU”โดยสื่ออเมริกันปากกล้ารายนี้มองทิศทางอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐฯจะทำเช่นไรกับ “อิสราเอล” เนื่องจากในเงื่อนไขการหย่าศึกได้ตีกรอบไว้อย่างชัดเจนว่า การสู้รบต้องยุติอย่างสิ้นเชิงในทุกสมรภูมิโดยเฉพาะในประเทศ “เลบานอน” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กองทัพอิสราเอลยังคงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน มีการทิ้งระเบิดตามจุดต่างๆอย่างต่อเนื่องพร้อมกล่าวหาว่า งานนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เสียท่าอย่างหนัก ไปหลงคำของรัฐบาลอิสราเอล พาตัวเองเข้าไปทำสงครามกับอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง คนในวงการย่อมรู้ดีว่า การเชิญชวนให้สหรัฐฯเปิดศึกกับอิหร่านถือเป็นความพยายามที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเสี่ยงสุดท้าย “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้ กลายเป็นคนแรกที่ตัดสินใจลงมือทำ แม้ว่าจะมีข้อมูลในมือ ได้รับการบรีฟจากทีมความมั่นคงว่า การทำศึกกับอิหร่านไม่ง่ายเหมือนกับ “เวเนซุเอลา” โดยเฉพาะเรื่องที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อิหร่านสามารถปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ได้อย่างทันทีและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการปิดช่องแคบจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ถ้าไม่มีใครเดือนร้อนจากเรื่องนี้ เป็นการปะทะระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านตรงๆ รับรองว่าไม่มีใครที่จะมาโวยวาย เชิญสู้กันไปให้เต็มที่กลายเป็นคำถามสำคัญว่า จริงๆแล้วความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลเป็นเช่นไร สุดท้ายแล้ว “ใครขี่ใคร” กันแน่ เพราะการทำสงครามครั้งนี้อิสราเอลได้ประโยชน์เต็มๆ จากความโกลาหลที่เกิดขึ้นกับอิหร่าน และโอกาสในการรุกคืบตรึงดินแดนทั้งใน “ฉนวนกาซา” และ “ภาคใต้ของเลบานอน” ลากอาณาเขตนับตั้งแต่แม่น้ำลิตานีลงมา.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม