คนรุ่นใหม่เริ่มต่อต้านอินเตอร์เน็ตซะแล้ว! นี่คือความย้อนแย้งที่สุดของศตวรรษที่ 21 เพราะกลุ่มเจน Z คือมนุษย์กลุ่มแรกที่ไม่เคยรู้จักโลกที่ไม่มี Wi-Fi พวกเขาเกิดมาพร้อมสมาร์ทโฟน, โซเชียลมีเดีย และใช้ชีวิตภายใต้อัลกอริทึมที่คอยกำหนดว่าอะไรควรถูกมองเห็น อะไรควรถูกลืมแต่ในวันที่อินเตอร์เน็ตกลายเป็นความเคยชินไม่ต่างจากอากาศที่ต้องหายใจ คนรุ่นใหม่กลับเริ่มโหยหาอากาศบริสุทธิ์ และประสบการณ์จริงที่เชื่อถือได้ จึงพยายามหลีกหนีจากโลกออนไลน์ สิ่งที่น่าสนใจคือการต่อต้านอินเตอร์เน็ตของคนรุ่นใหม่ ไม่เหมือนคนรุ่นเก่าที่มองเทคโนโลยีเป็นศัตรู แต่คนเจน Z ที่ฉลาดเป็นกรด เพียงต้องการดึงอำนาจกลับคืนมา เพื่อไม่ให้ถูกเทคโนโลยีครอบงำชีวิตหลายสิบปีที่ผ่านมา “ซิลิคอน วัลเลย์” ขายความเชื่อว่า ยิ่งเชื่อมต่อมากเท่าไหร่ ชีวิตจะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น แต่คนรุ่นใหม่เริ่มค้นพบความจริงว่า การเชื่อมต่ออย่างไม่มีสิ้นสุดอาจกำลังทำให้พวกเขาขาดการเชื่อมโยงกับตัวเอง เมื่อทุกช่วงเวลาถูกเติมเต็มด้วยคอนเทนต์ สมองไม่มีพื้นที่ว่างให้ความคิด เมื่อทุกอารมณ์ถูกแชร์ในโลกโซเชียล ความรู้สึกส่วนตัวก็ค่อยๆเลือนหายไป ความเหนื่อยล้าของคนรุ่นใหม่จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลผลิตของระบบที่ออกแบบมาอย่างแม่นยำในอดีตอินเตอร์เน็ตถูกสร้างเพื่อเป็นเครื่องมือของมนุษย์ แต่ปัจจุบันพวกเรากลายเป็นเครื่องมือของอินเตอร์เน็ตไปแล้ว อัลกอริทึมไม่ได้แข่งกันด้วยคุณภาพของข้อมูลอีกต่อไป แต่แข่งด้วยเวลาที่สามารถขโมยไปจากชีวิตมนุษย์ได้มากที่สุด เศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ไม่ได้ขายสินค้า แต่มันซื้อความสนใจของผู้คน และสินค้าที่ถูกซื้อขายก็คือเวลาในชีวิตเรา ยิ่งแพลตฟอร์มทำให้ผู้ใช้อยู่ได้นานเท่าไหร่ มูลค่าธุรกิจก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นข้อมูลจาก “Pew Research Center” พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นอเมริกันระบุว่า ตนเองออนไลน์แทบตลอดเวลา ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากเมื่อสิบปีก่อน ขณะที่งานวิจัยอีกหลายชิ้นสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับการเสพข้อมูลอย่างไม่รู้จบ และพยายามจำกัดเวลาหน้าจอมากขึ้น โลกกำลังเกิดปรากฏการณ์ประหลาดพร้อมกันในหลายประเทศ ตั้งแต่กระแส Digital Detox, การกลับมาใช้โทรศัพท์ปุ่มกด, ลบอินสตาแกรม, ตั้งชมรมพบปะแบบออฟไลน์ ไปจนถึงเทรนด์ใหม่ “Rawdogging Life” การใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งสิ่งกระตุ้นจากหน้าจอ ไม่เปิดเพลง ไม่เลื่อนฟีด ไม่เสพคอนเทนต์ตลอดเวลา การใช้แอป “dumbphone” จำกัดเวลาใช้งานเพื่อลดการจดจ่อกับโซเชียลมีเดีย ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกของคนยุคใหม่ ในโลกที่ทุกคนกำลังแย่งชิงสายตาของเรา อิสรภาพรูปแบบใหม่อาจไม่ใช่การเข้าถึงทุกสิ่ง แต่คือการเลือกได้ว่าจะไม่มองอะไรเลยก็อย่างที่ “เฮอร์เบิร์ต เอ. ไซมอน” กล่าวไว้ตั้งแต่ปี 1971 ว่า “ข้อมูลที่ล้นทะลักจะสร้างความขาดแคลนของบางสิ่ง” และสิ่งนั้นก็คือ “ความสนใจของมนุษย์” ความเบื่อกำลังกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่สุดของคนรุ่นใหม่ในยุค AI โลกไม่ได้ขาดข้อมูล แต่โลกขาดสมาธิ ที่น่ากลัวคือแพลตฟอร์มต่างๆตั้งใจออกแบบมาให้คนเสพติด เพื่อแย่งชิงเวลาจากเรามากที่สุดคนเจน Z คือรุ่นทดลอง ที่เติบโตมากับสมาร์ทโฟนตั้งแต่เด็ก เป็นผลผลิตแท้ๆของการใช้ชีวิตภายใต้ระบบอัลกอริทึมและอินเตอร์เน็ต คนที่รักอินเตอร์เน็ตที่สุดและโตมากับสังคมก้มหน้ากำลังไล่ลบ IG และ TikTok ออกจากมือถือ วิ่งไปซื้อโทรศัพท์โนเกียยุคเก่าที่ปลอดสื่อโซเชียล และเริ่มมองว่าการทิ้งโลกออนไลน์สัก 2 ชั่วโมง คือความหรูหรารูปแบบใหม่ของศตวรรษนี้ในยุค “Generation Offline” ที่คนรุ่นใหม่เริ่มดื้ออินเตอร์เน็ต โมเดลการตลาดที่ครองโลกนานอาจเริ่มเสื่อมพลัง เรากำลังเข้าสู่ยุค “Post–Digital” ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ได้เลิกใช้อินเตอร์เน็ต แต่เลิกเชื่ออินเตอร์เน็ต คนเจน Z และเจน Alpha รู้ทันว่ารีวิวอาจซื้อได้, อินฟลูเอนเซอร์อาจรับสปอนเซอร์ และคอนเทนต์อาจถูกปั่นโดย AI เมื่อความเชื่อถือในโลกออนไลน์ลดลง “ความจริงแท้” กลายเป็นสินค้าหายาก ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่เชื่อในเสิร์ชเอนจิ้น แต่เชื่อในผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ร้านหนังสือจะกลับมาได้รับความนิยม เช่นเดียวกับกิจกรรมออฟไลน์, เวิร์กช็อป, ตลาดงานคราฟต์ ผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเพื่อหนีโฆษณา เพราะความเงียบกลายเป็นสินค้าพรีเมียม โลกกำลังเข้าสู่ยุคของคนที่น่าเชื่อถือ ธุรกิจที่ชนะในปี 2030 จะวัดจากจำนวนสมาชิก, ความถี่ในการกลับมา และความไว้วางใจ...เรากำลังเข้าสู่ยุค “Trust Economy” เต็มตัว.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม