เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงอานุภาพของขีปนาวุธพิสัยกลางรุ่นใหม่ “โอเรชนิก” อีกครั้ง โดยนำมาใช้โจมตีพื้นที่กรุงเคียฟของยูเครนเพื่อตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อต่อกรณีที่ฝ่ายยูเครนใช้โดรนพิฆาตโจมตีถูกโรงเรียนในจังหวัดลูกานสก์ ส่งผลให้มีนักเรียนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าขีปนาวุธโอเรชนิกเจ๋งจริงหรือไม่ เนื่องจากภาพที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ ดูเหมือนไม่รุนแรง หัวรบแบบลูกปรายได้สาดลงสู่พื้นดินหลายระลอกจริง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีเปลวเพลิงพวยพุ่งจากแรงระเบิดลุกพึ่บขึ้นมา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ความมั่นคงได้ให้ความรู้ว่า คำถามดังกล่าวที่เกิดขึ้นถือเป็นมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่ออาวุธตามมาตรฐาน มองว่าในเมื่อเป็นจรวดเป็นระเบิดก็ควรจะตูมเหมือนในภาพยนตร์ หรือเหมือนกับภาพฉากในสงครามอิหร่านตอนที่กองทัพอเมริกันทิ้งระเบิดกันควันขโมงแต่สำหรับขีปนาวุธระยะไกลอย่างโอเรชนิก มีการทำงานที่แตกต่างออกไป และไม่จำเป็นที่จะต้องมี “หัวรบดินระเบิด” เนื่องจากอานุภาพการทำลายของโอเรชนิกจะมาจากหลักฟิสิกส์ “พลังงานจลน์” หรือพลังงานที่เกิดขึ้นในวัตถุขณะกำลังเคลื่อนที่ ซึ่งความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับ “มวล” และ “ความเร็ว” ของวัตถุนึกภาพตามง่ายๆเวลารถบรรทุกพุ่งชนท้าย หรือรถไฟที่ชะลอความเร็วแล้วแต่ทำไมยังชนได้รุนแรงอยู่ดี หัวรบของขีปนาวุธก็เช่นกัน น้ำหนักของหัวรบ 1 ลูก หนัก 200-300 กิโลกรัม พุ่งใส่เป้าหมายด้วยความเร็วสูงมาก ตามสเปกคือระดับความเร็วเหนือเสียงมัค 10 หรือมัค 12 ประมาณ 12,348 ถึง 14,817 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่จำเป็นต้องมีหัวรบระเบิดแต่อย่างใด เนื่องจากแรงปะทะที่หัวรบทังสเตนกระทบกับเป้าหมาย จะก่อให้เกิดพลังงานแรกเริ่มเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 2-3 ตัน ไปพร้อมๆกับเกิดแรงเสียดสีที่มาจากความเร็วที่สูงมาก (เอามือไถพื้นเร็วๆยังร้อนแสบ) มีความร้อนอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 องศาเซลเซียสด้วยเหตุนี้เป้าหมายที่หัวรบตกกระทบจึงไม่ได้ถูกทำลายด้วยหัวรบระเบิด แต่ถูกทำลายด้วยแรงปะทะและอุณหภูมิจากแรงเสียดสีล้วนๆ ซึ่งมีอำนาจการทำลายไม่ต่างอะไรกับการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีรุ่นเก่า แต่สิ่งสำคัญคือไม่มีกัมมันตภาพรังสี หรือผลกระทบทางการเมืองตามมาแต่อย่างใด.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม