เป็นแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังนวนิยายและภาพยนตร์แฟชั่น “The Devil Wears Prada” ซึ่งเชื่อกันว่าตัวละครหลัก “มิแรนดา พรีสต์ลีย์” ถอดแบบมาจากตัวตนของ “แอนนา วินทัวร์” บรรณาธิการบริหารผู้กำหนดทิศทาง “Vogue US” หรือ “โว้ก อเมริกา” มาเกือบ 4 ทศวรรษ ชี้เป็นชี้ตายอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก เพียงแต่ความโหดยังไม่ได้ครึ่งของต้นแบบเลย!!“แอนนา วินทัวร์” เติบโตในครอบครัวสื่อ บิดา “ชาร์ลส์ วินทัวร์” เป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ใหญ่ “Evening Standard” สิ่งที่เธอเรียนรู้ตั้งแต่เด็กไม่ใช่แฟชั่น แต่คือ “อำนาจของสื่อ” มีเรื่องเล่าว่า พ่อของเธอเคยถามตรงๆว่า “จะทำยังไงให้หนังสือพิมพ์น่าสนใจขึ้น” เป็นการฝึกให้ลูกคิดแบบผู้นำ การจะเปลือยชีวิตของ “แอนนา วินทัวร์” ให้เห็นโครงกระดูกจริงภายใต้ชุดชาแนล มันไม่ใช่เรื่องแฟชั่น แต่คือ “อำนาจ” ที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต เธอไม่ได้แค่เลือกเสื้อผ้า แต่เลือกว่า “ใครควรมีตัวตนในโลกแฟชั่น” ตลอดเวลาหลายทศวรรษ ห้องทำงานของเธอคือศูนย์บัญชาการอำนาจอันเย็นเยียบ ที่กำหนดว่าใครจะ “เกิด” และใครจะ “หายไปจากวงการ”สำหรับเธอแล้ว “โว้ก” ไม่ใช่แค่สื่อแฟชั่น แต่คือ “ประ ตู” แจ้งเกิดสู่วงการแฟชั่นระดับโลก “ดีไซเนอร์หน้าใหม่” ถ้าไม่ได้ขึ้นปกโว้กก็แทบไม่มีตัวตน... “ดารา” ถ้าไม่ขึ้นปกโว้กถือว่าไม่ใช่ของจริง...เทรนด์ไหนถ้าโว้กไม่เล่นด้วยก็ไม่มีวันแมส และคนถือกุญแจเปิดประตูก็คือ “แอนนา วินทัวร์” ซึ่งคุมทิศทางการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก ที่มีเดิมพันเป็นเม็ดเงินมหาศาลภายใต้ใบหน้าเย็นชาปราศจากรอยยิ้ม ราชินีน้ำแข็งอย่าง “แอนนา วินทัวร์” เล่นเกมอำนาจ “การปั้น” และ “ทำลาย” อยู่ตลอดเวลา ตอกย้ำว่าโลกแฟชั่นไม่มีคำว่าเป็นธรรม มีแต่คำว่า “ถูกเลือก” วิธีปั้นก็คือเอาดีไซเนอร์ขึ้นปก, ใส่ในเอดิทอเรียลหลัก และส่งสัญญาณให้แบรนด์หรูหรือนักลงทุน ภายในเวลาไม่กี่เดือน คนธรรมดาจะกลายเป็นดาวรุ่งทันที ส่วนวิธี “ทำลาย” ก็แค่ไม่พูดถึง, ไม่เชิญไปแฟชั่นโชว์ และตัดออกจากเน็ตเวิร์ก ในวงการนี้ “การถูกเมิน” ร้ายแรงกว่า “การถูกวิจารณ์”แกะรอยหยักสมองของ “แอนนา วินทัวร์” อะไรทำให้เธออยู่จุดสูงสุดมาได้เกือบ 4 ทศวรรษ คุณสมบัติแรกคือ “การตัดสินใจเร็วโดยไม่ฟังใคร เท่ากับอำนาจจริง” เธอเชื่อว่าการตัดสินใจผิดยังดีกว่าไม่ตัดสินใจ ไม่จำเป็นต้องประชุมเพื่อหาฉันทามติ ไม่จำเป็นต้องถามความเห็นใคร ไม่จำเป็นต้องอธิบาย“แยกอารมณ์ออกจากเกม” สิ่งที่ทำให้คนกลัวเธอ...ไม่ใช่ “ความโหด” แต่คือ “ความนิ่ง” ไม่ดีใจออกนอกหน้า, ไม่โกรธให้ใครเห็น และไม่ลังเลให้จับได้ อย่าให้อารมณ์กลายเป็นข้อมูลของคนอื่น เพราะทันทีที่คนอ่านคุณออก คุณจะเสียอำนาจต่อรองไปครึ่งหนึ่ง“รสนิยม เท่ากับอาวุธ” หลายคนคิดว่าเธอแค่มีรสนิยมดี แต่จริงๆแล้วเธอใช้มันเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ เทคนิคของเธอคือเลือกสิ่งที่ยังไม่แมส แล้วดันให้มันกลายเป็นกระแส จากนั้นก็ทำให้โลกคิดว่ามันใช่ นี่คือการสร้างความจริงใหม่อย่างแยบยล“พลังของเน็ตเวิร์ก” ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องเชื่อมคนเก่งได้ ทำตัวเป็น “จุดศูนย์กลางของการไหล” ที่ทุกคนต้องพึ่งพา ตั้งแต่ดีไซเนอร์, เจ้าของแบรนด์, เซเลบริตี้ ไปจนถึงนายทุน“เมื่อคุณเข้าถึงยาก คุณจะมีค่าเพิ่มขึ้นทันที” ทรงผมบ็อบกับแว่นดำ บวกกับสีหน้าเรียบเฉย ไม่ใช่สไตล์ แต่มันคือการสร้างตัวตนให้เป็นแบรนด์ เมื่อคนเข้าถึงยากจะมีค่า และเมื่อคนอ่านยากจะคุมเกมได้“ตัดทุกอย่างที่ไม่สำคัญ” ชีวิตเธอมีคำถามเดียวคือ สิ่งนี้จำเป็นต่อเป้าหมายไหม ถ้าไม่ก็ตัดทิ้งซะฉากพนักงานวิ่งพล่านด้วยความกลัวในออฟฟิศของ “มิแรนดา พรีสต์ลีย์” จำลองจากเรื่องเล่าของอดีตพนักงานโว้ก ที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมความกลัวสุดติ่ง ในออฟฟิศของ “แอนนา วินทัวร์” ไม่มีใครกล้าพูดไม่เห็นด้วย, คำสั่งเปลี่ยนได้ในนาทีสุดท้าย และมาตรฐานสูงจนไม่มีคำว่าดีพอ เธอไม่ได้ควบคุมคนด้วยอารมณ์ แต่ควบคุมคนด้วยความคาดหวังที่ไม่มีวันเอื้อมถึง!! มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม