วันนี้เป็นอีกวันที่ชาวโลกซึ่งตกเป็นเหยื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ถูกเรียกขานว่า “คนบ้า” ต้องมานั่งจ้องเขม็งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์อีกครั้ง เพื่อดูว่าเขากับเพื่อนเลิฟ เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล จะใช้เลือดเนื้อ และเงินทองของคนอเมริกัน ทิ้งระเบิดถล่มอิหร่านให้ราพณาสูรไปตามคำขู่รอบล่าสุดหรือไม่?ในขณะที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกเชื่อว่าที่สุด ทรัมป์จะต้องใช้สงครามข่าวสาร การโฆษณาชวนเชื่อ และข่าวลับ ลวง พราง เป็นอาวุธในการข่มขู่ เพื่อเลื่อนเส้นตายการถล่มอิหร่านกลับสู่ยุคหินออกไปอีกโดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายตอบโต้กลับด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐฯลุกล้ำอธิปไตยเข้าไปปิดท่าเทียบเรือต่างๆของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียแม้อิหร่านจะยอมรับว่าอ่อนแอกว่าในแง่ของกองกำลัง แต่ก็สามารถใช้ยุทธศาสตร์ของการซ่อนอาวุธไว้ใต้ดินที่มีการยืนยันจากสื่อใหญ่อย่างนิวยอร์กไทม์สซึ่งอ้างข่าวกรองว่า อิหร่านยังคงมีอาวุธร้ายแรงอยู่ใต้ดินอีกไม่น้อยกว่า 40% ที่ยังไม่ได้ถูกทำลายไปซ้ำยังสามารถใช้อาวุธ และโดรนใต้ดินอานุภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำกว่า ยิงขึ้นมาซัดกับอาวุธซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าของสหรัฐฯในฐานะศัตรูได้ จนทำให้สหรัฐฯต้องคิดหนักว่าจะได้ไม่คุ้มเสียหรือไม่ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯเองก็กำลังยืนอยู่บนปากเหวฉะนั้นจนถึงขณะนี้ “เงิน” กับการขู่คำรามของผู้นำประเทศมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดของโลก จึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้วแต่สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่า ใครจะทน “แรงกดดัน” ได้มากกว่ากัน ยิ่งมีความแค้นฝังหุ่นจากการที่สหรัฐฯลอบสังหารอดีตผู้นำอิหร่านซึ่งเป็นบิดาของผู้นำคนใหม่ พร้อมภรรยา และลูกของเขา ก็ยิ่งไม่มีทางที่อิหร่าน และประชาชนของเขาจะยอมจำนน หรือยอมเอาอะไรมาแลกด้วยง่ายๆสำคัญอีกเรื่องก็คือ ยิ่งทรัมป์และเนทันยาฮูกดดันอิหร่าน จนหลังชนฝาก็เท่ากับยิ่งเพิ่ม ความแค้นให้กับอิหร่าน ตลอดจนสร้างความสับสน และแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเท่านั้นและเมื่อเส้นทางการค้าสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซได้กลายเป็นสนามรบเต็มรูปแบบเช่นนี้ เศรษฐกิจการค้าและการลงทุนโลกก็ยิ่งปั่นป่วนซ้ำ และหนักขึ้นในทุกด้าน ราคาพลังงานจะกลับมาวิกฤติอีก ตลาดเงิน-ตลาดทุนจะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ในขณะที่ธุรกิจการบิน การเดินทาง และการท่องเที่ยวจะซบเซาลงตามลำดับจนต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากอีกเพราะไม่มีคนเดินทางเหมือนในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ล่าสุด มีข่าวว่าเมื่อตอนตี 4 ของคืนวันที่ 21 เม.ย. อิหร่านได้ใช้โดรนโจมตีเรือรบของสหรัฐฯที่ลอยลำอยู่แถวอ่าวโอมาน พร้อมประกาศเตือนว่า ถ้ามีการตอบโต้กลับ โดยเฉพาะ ถ้าตาเฒ่าทรัมป์กับเนทันยาฮูยังไม่หยุดรังแกพวกเขา อิหร่านจะหยุดการผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียวันละ 10-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถจะหยุดการผลิตได้นานถึง 1 ปีทีเดียวนี่มันเท่ากับ “สงครามโลก” ในแบบ New normal ที่ทำให้ผู้คนเดือดร้อนกันไปทั้งโลกชัดๆ.มิสไฟน์คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม