สงครามในอิหร่านกำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญสะท้อนให้ทั่วโลกเห็นว่า ความพร้อมในทุกๆด้าน คือตัวชี้วัด ความอยู่รอด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีกำลังพลมากกว่ากันล่าสุดกระทรวงกลาโหมไต้หวันได้นำเสนอ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงหลัก ต่อสภานิติบัญญัติ เพื่อขออนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) พร้อมรับมือทุกวิกฤตการณ์ มุ่งเน้นการทำลายกำลังพลฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ “ระยะไกล” ก่อนเข้าใกล้ชายฝั่งไต้หวัน ภายใต้หลักการ “Deny, Delay, Degrade” ประกอบด้วย การขัดขวางไม่ให้ข้ามช่องแคบสำเร็จ (Deny) การชะลอการเคลื่อนที่ของกองเรือ (Delay) และการทำลายขีดความสามารถในการรบของศัตรูในทุกระยะ (Degrade)แผนรับมือนี้ให้ความสำคัญกับการโจมตีตั้งแต่ช่วงที่ฝ่ายตรงข้ามเริ่มระดมกำลังและเคลื่อนพลข้ามทะเล โดยใช้ระบบตรวจ การณ์ระยะไกล ผสานเครือข่ายบัญชาการร่วมที่มีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยประมวลผลแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ เทคโนโลยีไร้คนขับทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำจะมีบทบาทสำคัญในการชี้เป้าให้ขีปนาวุธและจรวดโจมตีได้อย่างแม่นยำ เพื่อตัดวงจรการบุกตั้งแต่ต้นทางแต่หากศัตรูรุกคืบเข้าสู่ขั้นตอนการยกพลขึ้นบก ยุทธศาสตร์จะเปลี่ยนสู่ การป้องกันแบบหลายชั้น (Layered Defense) โดยผสานระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับต่ำเข้ากับโดรนโจมตีระยะใกล้ เพื่อตอบโต้การขึ้นบกในทันที ควบคู่กับหน่วยยานเกราะและปืนใหญ่ที่พร้อมสนับสนุนการยิงอย่างรวดเร็วเพื่อลดทอนศักยภาพศัตรูอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม รายงานยุทธศาสตร์ฉบับนี้ยอมรับว่าไต้หวันยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งจำนวนอาวุธสำคัญอย่างจรวดไฮมาร์ส จรวดร่อนต่อต้านเรือรบ และโดรนที่ยังไม่เพียงพอต่อการรับมือการโจมตีขนาดใหญ่ รวมถึงระบบสั่งการที่ยังไม่บูรณาการด้วย AI อย่างสมบูรณ์ งบประมาณมหาศาลนี้จึงถูกเสนอเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการพัฒนา “Taiwan Dome” ระบบป้องกันขีปนาวุธได้แรงบันดาลใจจากอิสราเอล และการจัดซื้อโดรนกว่า 200,000 ลำ เพื่อสร้างสภาวะ “Hellscape” นรกบนผิวน้ำทำลายกองเรือผู้บุกรุกก่อนจะเข้าถึงชายฝั่งถือว่าเป็นการถอดบทเรียนจากสงครามใหญ่ในยูเครนและอิหร่านอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับสถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบันไม่มีอะไรคาดเดาได้อย่างแน่นอน.อมรดา พงศ์อุทัย คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม