ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “พิธีเปิดประชุมรัฐสภา” มิได้เป็นเพียงจารีตประเพณีเพื่อความงดงามเชิงพิธีการ หากแต่เป็น กลไกสำคัญทางรัฐธรรมนูญ ที่สะท้อนการใช้อำนาจอธิปไตยตามกฎหมายสูงสุด โดยประมุขแห่งรัฐทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะ “ผู้เรียกประชุม” เพื่อให้กระบวนการนิติบัญญัติเริ่มต้นดำเนินไปภายใต้หลักนิติธรรม บทบาทดังกล่าวปรากฏในรัฐธรรมนูญของหลายประเทศ ทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย มิใช่การ แทรกแซงทางการเมือง หากมองไปที่ อังกฤษ ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา พิธีเปิดประชุมรัฐสภา ณ พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ เป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ผสานระหว่างรัฐพิธีและธรรมเนียมปฏิบัติอันสืบทอดมาอย่างยาวนาน พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเสด็จฯไปยังสภาขุนนาง เพื่อทรงอ่านพระราชดำรัส ซึ่งมีเนื้อหาเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จัดทำขึ้น พิธีดังกล่าวยังคงรักษาราย ละเอียดเชิงสัญลักษณ์หลายอย่าง เช่น การตรวจค้นห้องใต้ดินของอาคารรัฐสภา อันเป็นการรำลึกถึง “กบฏดินปืน” หรือแผนการระเบิดรัฐสภา เมื่อปี ค.ศ.1605 (หรือ พ.ศ.2148)อีกหนึ่งธรรมเนียมที่ยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 คือการควบคุมตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคนไว้ที่พระราชวังบั๊กกิ้งแฮมในระหว่างพิธี เป็น “ตัวประกัน” ความปลอดภัยให้กับกษัตริย์ขณะอยู่ในรัฐสภา ปิดท้ายด้วยพิธีการที่เจ้าหน้าที่ ของสภาสามัญชน “ปิดประตูใส่หน้า” เจ้าหน้าที่ อาวุโสประจำสภาขุนนาง (Black Rod)แสดงสัญลักษณ์ถึงความเป็นอิสระของสภาสามัญชนจากการแทรกแซงโดยสถาบันกษัตริย์ส่วนในภูมิภาคเอเชียที่ ประเทศญี่ปุ่น ก็มีพิธีเปิดประชุมรัฐสภาสะท้อนหลักการในลักษณะเดียวกัน โดย สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ อาคารรัฐสภาแห่งชาติ ด้วยรูปแบบพิธีที่เน้นความเรียบขรึมและความเป็นทางการสูง พระราชดำรัสที่ทรงอ่านมีเนื้อหาเป็นกลางทางการเมือง เพื่อคงไว้ซึ่งบทบาทของประมุขแห่งรัฐในฐานะศูนย์รวมจิตใจของประชาชนโดยไม่ก้าวก่ายการบริหารราชการแผ่นดินพิธีดังกล่าวยังจัดขึ้นในหลายประเทศ เช่น นอร์เวย์ และ เนเธอร์แลนด์ ซึ่งองค์ประมุขของรัฐจะเสด็จฯไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด สะท้อนความต่อเนื่องและความชอบธรรมของระบอบการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม