แม้รัฐบาลสหรัฐฯ และอิหร่านจะยังคงใช้ “กระบวนการทางการทูต” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดของทั้งสองประเทศ และทิศทางยังดูเหมือนพอจะคุยกันได้ ยังมีการนัดหมายเจรจารอบต่อไปแต่ในภาพรวมทั้งหมด ถือว่า “ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่สงคราม” ประการแรกคือเรื่องเงื่อนไขการเจรจา ซึ่งกำลังอยู่ในสภาพได้คืบเอาศอก สหรัฐฯแสดงความต้องการให้อิหร่านระงับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และโครงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม พ่วงด้วยการให้อิหร่านหยุดพัฒนาและลดปริมาณขีปนาวุธอันตรายในคลังแสงอิหร่านบอกว่า เรื่องขีปนาวุธ ที่หมายถึงการให้อิหร่านทิ้งดาบทิ้งอาวุธป้องกันตัว ถือเป็นเรื่องไม่สามารถประนีประนอมได้ แต่สำหรับเรื่องโครงการนิวเคลียร์ถือว่าโอเค เป็นไปได้หรือไม่ที่อิหร่านจะระงับการพัฒนาโครงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมเป็นเวลา 7 ปี และควบคุมความ เข้มข้นของแร่ยูเรเนียมที่สหรัฐฯกังวลหนักหนาให้อยู่ที่ระดับ 3.6% (เหมือนกับที่เคยดีลไปแล้ว ในปี 2558 และเอาเข้าจริงการสร้างอาวุธนิวเคลียร์จะต้องใช้ 90%)และเป็นที่มาของการหารือในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สหรัฐฯเบนความสนใจไปยัง เรื่องขีปนาวุธอีกครั้ง ว่าอิหร่านกำลังพัฒนา ขีปนาวุธข้ามทวีปที่วันหนึ่งอาจยิงมาถึงสหรัฐฯ การที่อิหร่านไม่พร้อมคุยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่อง “น่าเป็นห่วง” ส่วนเรื่องนิวเคลียร์นั้น สิ่งที่สหรัฐฯ อยากได้คือ ศูนย์พัฒนาด้านนิวเคลียร์ของ อิหร่าน 3 แห่ง คือ ฟอร์โดว์-นาทานซ์-อิสฟาฮาน จะต้องถูกรื้อถอนทั้งหมด และสำหรับแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน ที่มีการหารือในเบื้องต้นให้นำไปเก็บในต่างประเทศ ไม่ควรอยู่ในการครอบครองของอิหร่านนั้น จำเป็นต้องนำมามอบให้สหรัฐฯทั้งหมด และข้อตกลงใดๆที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ จะไม่มี กำหนดระยะเวลาหมดอายุ เป็นข้อตกลงแบบถาวร ซึ่งย่อมหมายถึงอิหร่าน “ห้ามพัฒนาโครงการใดๆที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์อีกต่อไป”ภาพที่ปรากฏเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเจรจาต่อรอง แต่เป็นการยื่นเงื่อนไขให้ยอมจำนน ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยประการที่สองคือ การเคลื่อนกำลังขนานใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯ เครื่องบินรบและเครื่องบินสนับสนุนต่างๆกว่า 500 ลำ ได้เข้าไป จ่อคอหอยรายล้อมรอบอิหร่านเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่กองเรือบรรทุกเครื่องบินชุดที่ 2 ยูเอสเอส เจรัลด์ ฟอร์ด ได้เดินทางถึงน่านน้ำประเทศ อิสราเอล (ทางตะวันตกของอิหร่าน) เป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นการมาเพื่อเสริมทัพกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ที่สแตนด์บายอยู่ในทะเลอาระเบียรัฐบาลสหรัฐฯของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เราเสนอทางออกให้อิหร่านนั้น เราสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ด้วยการใช้กำลังทางทหาร อิหร่านจงเลือกเอาว่า ศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ดังกล่าว อิหร่านจะทำลายด้วยมือของตัวเอง หรือจะให้กองทัพอากาศสหรัฐฯเป็นคนทำลายอย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องการตัดสินใจเปิดศึก ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ส่งสัญญาณ “ไฟเขียว” และเริ่มมีการพูดกัน ในทีมที่ปรึกษาว่า ให้อิสราเอลเปิดก่อนดีไหม แล้วอเมริกาค่อยตามน้ำหลังจากกองทัพอิหร่านเริ่มปฏิบัติการตอบโต้อิสราเอล เพราะก่อนหน้านี้ ได้เกิดประเด็นเกี่ยวข้องกับ “คำแนะนำ” จากกองทัพสหรัฐฯ นำโดย พล.อ.แดน เคน ผู้บัญชาการคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโพสต์โซเชียลมีเดียว่า “ไม่ได้ถูกเสนาธิการคัดค้าน และหาก ตนสั่งเด็ดขาด ทหารก็ต้องทำตาม พล.อ.แดน เคนจะต้องเป็นคนนำทัพเสียด้วยซ้ำ” เป็นข้อบ่งชี้ว่ากองทัพสหรัฐฯกำลังกังวลอะไรบางอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ทางหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส และสำนักข่าวโพลิติโกได้รายงานขยายผลให้กระจ่างขึ้นว่า สหรัฐฯอาจไม่ได้เปิดศึกกับคนคนเดียว แต่เปิดศึกกับมหาอำนาจอื่นๆอย่างรัสเซีย-จีนด้วยหรือไม่เพราะสำหรับความเคลื่อนไหวของทางรัสเซียนั้น มีข้อมูลบ่งชี้ว่าในช่วงที่สหรัฐฯ-อิหร่าน กำลังเจรจากันที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 16 ก.พ. ทางหน่วยข่าวกรองของรัสเซียได้จัดทำ “รายงานสรุป” ว่าแผนปฏิบัติการทาง ทหารของสหรัฐฯจะเป็นเช่นไร อะไรของอิหร่าน ที่จะถูกโจมตีบ้าง สหรัฐฯจะถล่มอะไรก่อนอะไรหลัง ส่งมอบให้กับกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) รวมถึงอิหร่านยังมีการ ปิดดีลกับรัสเซียไปเมื่อเดือน ธ.ค.2568 จัดซื้อ ระบบต่อต้านอากาศยานสำหรับทหารราบรุ่น Verba มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯส่วนฝ่ายจีนก็มีการขยับอย่างต่อเนื่อง บริษัทมิซาร์วิชั่นในประเทศจีนได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเคลื่อนไหวของกองทัพสหรัฐฯรอบๆอิหร่าน ไม่ว่าตำแหน่งของกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ตำแหน่งของฝูงบินรบสหรัฐฯในฐานทัพประเทศต่างๆ ไม่ว่าในอิสราเอล จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย หรือ เกาะดีเอโกการ์เซีย ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า จีนใกล้ที่จะส่งมอบจรวดความเร็วเหนือ เสียง CM-302 ที่ถูกออกแบบมาสำหรับจมเรือพิฆาตอีจิส (เรือพิฆาตที่มีระบบป้องกันขั้นสูงเช่นเรือพิฆาตชั้นอาร์เลห์ เบิร์กของสหรัฐฯ) ให้กับอิหร่านการขยับอย่างเงียบๆของรัสเซีย-จีน แม้จะดูเล็กน้อยในเรื่องความช่วยเหลือทางการทหาร แต่การประเมินแผนทำสงครามของสหรัฐฯ และการจับตาความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ย่อมหมายถึงการที่กองทัพสหรัฐฯสูญเสียความได้เปรียบในการชิงจังหวะโจมตีฉับพลัน “element of surprise” ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี สำหรับการทำสงครามกับประเทศที่มีพละกำลังอย่างมหาอำนาจเปอร์เซียมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่คณะเสนา ธิการ กองทัพสหรัฐฯ จะเป็นห่วงในเรื่องเหล่านี้ เพราะมีประโยคหนึ่งในช่วงบรรยายสรุปในทำเนียบขาว ได้มีการพูดถึงว่ากองทัพสหรัฐฯ ควรคำนึงถึงเรื่องปริมาณระเบิด–กระสุน ใน คลังแสงไว้ด้วย เผื่อไว้สำหรับทิศทาง ปี 2570 หากเกิดสถานการณ์ความมั่นคงที่เกี่ยวกับ “จีน–ไต้หวัน” และเป็นที่มาของสาเหตุว่าทำไมประธานาธิบดีสหรัฐฯยังคิดไม่ตก แม้ในใจอาจมีธงเรื่องการถล่มอิหร่านไว้แล้วก็ตาม.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม