มหาอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitical Power คือประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลต่อทิศทางโลกอย่างสูง ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการทูต จนสามารถกำหนดเกมให้ประเทศอื่นต้องปรับตัวตามมหาอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันคือ 1.สหรัฐฯผู้นำโลกด้านทหารและเศรษฐกิจ มีฐานทัพอยู่ทั่วโลก และมีเงินดอลลาร์เป็นสกุลหลักของโลก 2.จีน ผู้นำด้านโรงงานของโลก เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริงในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา 3.รัสเซีย ผู้นำด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และกองกำลังทางทหาร‘ประเทศใหญ่’ กับ ‘มหาอำนาจภูมิรัฐศาสตร์’ แตกต่างกันครับ ประเทศใหญ่เพียงแค่รวย ประชากรเยอะ หรือมีพื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มหาอำนาจภูมิรัฐศาสตร์คือประเทศที่ทั้งรวย ประชากรเยอะ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ และที่สำคัญคือควบคุมเกมของโลกได้13 กุมภาพันธ์ 2026 เอ็มมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานการประชุมความมั่นคงระดับนานาชาติ (Munich Security Conference) ที่เมืองมิวนิก เยอรมนี งานนี้เป็นเวทีให้ผู้นำโลกหารือเรื่องความมั่นคงและทิศทางยุทธศาสตร์ของโลกที่นับวันจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้นหลักใหญ่ใจความในสุนทรพจน์ของมาครงคือ ต้องการเรียกร้องให้ยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อความมั่นคงของตนเอง ไม่พึ่งพาอำนาจอื่น เช่น สหรัฐฯเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะเมื่อเผชิญความไม่แน่นอนของระเบียบโลกหลังสงครามรัสเซีย-อูเครนแม้ว่าฝรั่งเศสจะมีพลังทหารที่แข็งแกร่ง มีกองทัพติดอันดับโลก มีฐานทัพในหลายภูมิภาค มีอาวุธนิวเคลียร์ เป็นหนึ่งในประเทศในโลกที่ป้องกันตัวเองได้เต็มรูปแบบ สถานะการเมืองโลกก็แข็งเพราะเป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีสิทธิ์วีโต้ แถมยังมีเครือข่ายทูตทั่วโลก ภาษา วัฒนธรรม และระบบการศึกษาของฝรั่งเศสยังคงมีอิทธิพลในหลายประเทศเมื่อเทียบกับสหรัฐฯและจีน เศรษฐกิจของฝรั่งเศสยังไม่ใหญ่พอ และแม้ว่าฝรั่งเศสจะมีศักยภาพทางการทหารสูง แต่ยังคงพึ่งพานาโตและความร่วมมือกับสหรัฐฯในหลายมิติ ฝรั่งเศสจึงไม่สามารถทำตัวเองให้เป็นมหาอำนาจภูมิรัฐศาสตร์โดยลำพังได้ และนี่คือเหตุผลที่มาครงผลักดันยุโรปทั้งทวีปปัจจุบันสหภาพยุโรปหรืออียู มีสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ แม้ว่าขนาดทางเศรษฐกิจจะมีขนาดใกล้เคียงกับสหรัฐฯและจีน แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์คือพื้นที่และประชากร อียูก็ยังมีขนาดเล็กกว่ามหาอำนาจอื่นอย่างชัดเจนมาครงไม่ได้มองแค่การแยกตัวจากสหรัฐฯ แต่มองว่ายุโรปต้องเป็นขั้วอำนาจที่คานดุลระหว่างสหรัฐฯของทรัมป์และรัสเซียของปูติน มาครงพยายามผลักดันให้สหภาพยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจทางการเมืองและความมั่นคง ไม่ใช่เพียงกลุ่มเศรษฐกิจแต่ความฝันของมาครงจะเป็นจริงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเอกภาพภายในอียูมีมากน้อยแค่ไหน เพราะใครๆ ก็รู้ว่าตอนนี้อียูมีความแตกแยกภายใน จำนวนไม่น้อยเชื่อใจความเป็นพี่เบิ้มของสหรัฐฯมากกว่าฝรั่งเศส ประเทศเหล่านี้มองว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามที่รอไม่ได้นอกจากนั้น ยุโรปยังต้องพึ่งพาทางทหาร แม้ว่าอยากจะมีกองทัพยุโรป แต่ปัจจุบันยุโรปก็ยังพึ่งพาระบบข่าวกรอง อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีทางทหารจากสหรัฐฯสูงมาก การจะสร้างตัวให้มีอธิปไตยทางทหารต้องใช้เงินมหาศาลและใช้เวลาอีกหลายทศวรรษที่สำคัญคือยุโรปมีการลงทุนด้านนวัตกรรม ทั้งด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งด้านพลังงานที่ล้าหลังกว่าสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน การที่จะเป็นมหาอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ได้โดยไม่มีรากฐานเทคโนโลยีเป็นของตนเองนั้นทำได้ยากแม้จะรู้ว่ายากเย็นแสนเข็ญ แต่มาครงต้องเร่งกระตุ้นให้ยุโรปยืนหยัดได้ด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพาสหรัฐฯ มาครงรู้ดีว่าถ้าสหรัฐฯกับรัสเซียแอบตกลงดีลสันติภาพกันเอง ยุโรปจะเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุด และจะเป็นการทำร้ายยุโรปในระยะยาวเหมือนการแบ่งเค้กในสมัยสงครามโลกฝรั่งเศสไม่สามารถครองโลกได้เพียงลำพัง แต่สามารถเป็นผู้นำยุโรปไปสู่ยุคการเปลี่ยนผ่าน และใช้ยุโรปเป็นฐานอำนาจต่อรองกับโลกมาครงพยายามจะรื้อฟื้นให้ฝรั่งเศสกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต แต่สถานะของฝรั่งเศสง่อนแง่น จำเป็นต้องรวบรวมประเทศในทวีปยุโรปเข้ามา นักวิเคราะห์หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องยาก เพราะยุโรปไม่มีเอกภาพ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม