“ผมมองว่าหากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการยับยั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ย่อมถือว่าไม่มีชัยชนะอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว นี่คือสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯต้องการให้โลกจารึกและจดจำในฐานะผลงานชิ้นโบแดง”นิตยสาร “ดิ แอตแลนติก” เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน จากการได้รับโอกาสเข้าจับเข่าคุยที่ทำเนียบกรุงเคียฟ ในช่วงเวลาที่สงครามยูเครน หรือปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน กำลังจะมีกำหนดครบรอบ 4 ปีเต็มในวันที่ 24 ก.พ.ที่จะถึงนี้ และถามไถ่ถึงความคืบหน้าการเจรจาหาทางหย่าศึกกับรัสเซีย ซึ่งมีรัฐบาลสหรัฐฯทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยหาทางออกอย่างแข็งขันสื่อสหรัฐฯบรรยายว่าการกลับมาสัมภาษณ์อีกครั้งในรอบ 4 ปี ผู้นำยูเครนมีความมั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าอะไรคือ “แรงขับเคลื่อน” ของผู้นำสหรัฐฯ ต่างกับการพูดคุยกันในช่วงสงครามเพิ่งเริ่มต้น แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมในตัวตนของนายเซเลนสกีคือความหัวรั้น และนิสัยของการต่อต้านการถูกกดดัน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ไม่ขอเปิดเผยนามกระซิบให้ฟัง การบอกให้ท่านผู้นำทำอย่างหนึ่ง ท่านก็จะทำในทางตรงกันข้าม เป็นเช่นนี้มาตลอดในเรื่องการเจรจาหาทางยุติสงครามก็เช่นกัน คนวงในรัฐบาลยูเครนบางส่วนมองว่าความดื้อดึงของผู้นำคือสิ่งที่บ้าไปแล้ว กระนั้นก็มีบางส่วนที่ยกย่องมองเป็นเรื่องน่าชื่นชมแสดงถึงจิตวิญญาณของชาติบ้านเมือง นายเซเลนสกียอมรับกับทีมสื่อว่า “โอกาส” ในการหาทางออกกำลังริบหรี่ลงเรื่อยๆ เพราะยิ่งเวลาผ่านไป นายทรัมป์ก็ยิ่งต้องให้ความสนใจกับ “การเลือกตั้งกลางเทอม” ของสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย. ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่วันหนึ่งนายทรัมป์อาจจะตัดสินใจเดินจากไป และกล่าวโทษว่าทั้งสองคู่ขัดแย้งไม่มีความจริงใจ“สิ่งนี้คือเหตุผลว่าทำไมทางรัฐบาลยูเครนถึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์ต่างๆที่ทำให้ฝ่ายอเมริกันเห็นว่าเรายินยอมที่จะประนีประนอม ไม่ทำให้สหรัฐฯมองเราว่าอยากทำสงครามต่อไป นี่คือเหตุผลว่าทำไมยูเครนถึงสนับสนุนข้อเสนอต่างๆของสหรัฐฯ และพร้อมที่จะเปิดรับรูปแบบต่างๆเพื่อให้กระบวนการเจรจาขับเคลื่อนไปเร็วขึ้น”ตอนนี้ยูเครนเลิกล้มความตั้งใจแล้วเรื่องให้นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ต้องถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม และตกลงที่จะเข้าหารือกับนายปูตินที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่กรุงมอสโก ขณะที่ทีมที่ปรึกษายังยืนยันว่ายูเครนอาจพร้อมที่จะยอมสละสิ่งที่สละได้ยากยิ่ง นั่นคือดินแดนจังหวัดโดเนตสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครนและ “แก่นแท้” ของข้อเรียกร้องฝ่ายยูเครน คือหลักประกันทางความมั่นคงของยูเครนในอนาคต ซึ่งหมายถึงการที่ยูเครนจะได้รับการคุ้มครองจากสหรัฐฯและชาติยุโรป หากไม่มีเรื่องนี้การหยุดยิงใดๆย่อมไร้ประโยชน์ เพราะไม่มีอะไรมารับรองว่า วันดีคืนดีรัสเซียเปิดฉากคุกคามต่อแล้วจะเกิดอะไรขึ้นเราได้แจ้งเจตจำนงกับทางสหรัฐฯไปว่าเราพร้อมทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าคำเชิญไปลงนามกลับไม่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ขอยอมรับว่า มีรายละเอียดบางอย่างที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ อย่างเรื่องที่ว่าสหรัฐฯพร้อมจะสอยจรวดที่ยิงมาจากรัสเซียหรือไม่ หากเกิดการล่วงละเมิดข้อตกลงกัน ตอนนี้ที่บอกได้คือฝ่ายอเมริกันยังปล่อยให้หลายเรื่องอยู่ในสภาพคลุมเครือและไม่มีการตกปากรับคำ เราจึงต้องการการรับปากที่เป็นลายลักษณ์อักษรทีมดิ แอตแลนติก ยังถามเรื่องรายงานข่าวว่าในวันที่ 24 ก.พ.นี้ นายเซเลนสกีจะประกาศแผนการจัดการเลือกตั้งและการทำประชามติเรื่องข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย ซึ่งผู้นำยูเครนได้ถอนหายใจและส่ายหัว ก่อนตอบว่าไม่มีใครอยากยื้ออำนาจ พร้อมที่จะจัดการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เราต้องการคือการหยุดยิงและหลักประกันความมั่นคง กรณีนี้ทำให้ทีมข่าวนึกถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2565 ช่วงที่สงครามเพิ่งเริ่มต้น ที่นายเซเลนสกีได้รับคำเตือนจากชาติตะวันตกให้รีบฉวยโอกาส เจรจาในขณะที่รัสเซียกำลังประสบปัญหาอย่างหนักในสนามรบแน่นอนว่าไม่มีใครทราบได้ชัดเจนว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูก หรือหากตัดสินใจไปแล้วจะจบสงครามได้จริงหรือไม่ ประกอบกับตอนนั้นกองทัพยูเครนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในสมรภูมิ แต่ปัจจุบันนี้สถานการณ์ได้เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องสำหรับยูเครน ไม่ว่าปฏิบัติการตีโต้ที่ล้มเหลวครั้งใหญ่ในปี 2566 แนวรบต่างๆอยู่ในสภาพติดหล่ม บั่นทอนกำลังพลของยูเครนไปอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ยูเครนในวันนี้ไม่อยู่ในสถานะที่เข้มแข็งต่อการเจรจาเหมือนกับช่วงแรก ซึ่งกรณีนี้นายเซเลนสกีได้กล่าวเชิงขอความเห็นใจว่า “ยูเครนไม่ได้แพ้” หลังถูกถามเรื่องการประเมินสถานการณ์การสู้รบที่กำลังเป็นไปนิตยสารดิแอตแลนติกเขียนทิ้งท้ายว่า ขณะที่ร่ำลาและเดินออกจากห้องทำงานของผู้นำยูเครนนั้น มีทีมเจรจาของรัฐบาลยูเครน นำโดย พล.ท.คิริลโล บูดานอฟ ผู้บัญชาการคณะเสนาธิการกองทัพยูเครน มานั่งรออยู่ด้านนอกพร้อมหนีบเอกสารสำคัญรอรายงานผู้นำยูเครนเรื่องผลสรุปของการเดินทางไปเจรจากับรัสเซียที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งนายเซเลนสกีได้กล่าวทักทายทีมงานเหล่านั้นว่า “สวัสดี มีความคืบหน้าอย่างไร?” ก่อนที่ทุกคนจะเดินเข้าห้องไปนั่งตามตำแหน่งในโต๊ะประชุม และปิดประตูอย่างแน่นสนิท...บางทีอาจมีบางคนในกลุ่มนั้นมีข้อเสนอใหม่ๆในการฝ่าทางตัน แต่หากดูจากภาพรวมทั้งหมดแล้ว ก็มีความเป็นไปได้มากกว่าที่ทุกคนอาจจะตกอยู่ในวังวนแบบเดิมๆ ในขณะที่กองทัพรัสเซียกำลังปฏิบัติการรุกคืบอย่างช้าๆแต่ต่อเนื่อง.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม