ท่ามกลางวิกฤติสุขภาพโลกที่จำนวนผู้ป่วยสมองเสื่อมพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ด้วยยอดผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 57 ล้านคนในปี 2568 และอาจเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปี 2593 พร้อมสถิติชี้ว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นในทุกๆ 3 วินาทีสะท้อนถึงความท้าทายครั้งใหญ่ที่มนุษย์กำลังเผชิญ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดจาก ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช (Rush University Medical Center) ตีพิมพ์ในวารสาร Neurology ได้จุดประกายความหวังครั้งสำคัญว่า “การอ่าน การเขียน และการเรียนรู้ภาษา” คืออาวุธลับช่วยลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์งานวิจัยดังกล่าวติดตามกลุ่มตัวอย่างอายุเฉลี่ย 80 ปี ต่อเนื่องนาน 8 ปี พบว่าสุขภาพสมองในวัยชราถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นสติปัญญาตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงวัยเกษียณ ผู้ที่สะสม “ต้นทุนทางปัญญา” อย่างต่อเนื่อง จะมีความเสี่ยงต่ออัลไซเมอร์ลดลงถึง 38% และชะลอการเกิดโรคไปได้เฉลี่ย 6 ปี โดยกลุ่มที่มีกิจกรรมกระตุ้นสมองสูงสุดจะเริ่มมีอาการที่อายุ 94 ปี เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทำกิจกรรมน้อยซึ่งเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 88 ปีความน่าทึ่งของงานวิจัยนี้อยู่ที่ผลการชันสูตร สมองผู้เสียชีวิตในงานวิจัยนี้พบว่า ผู้ที่หมั่นเรียนรู้จะมีทักษะการคิดและการจำที่ดีกว่า แม้ในเนื้อสมองมีการสะสมของโปรตีน “เอมิลอยด์” และ “เทา” สารพิษต้นเหตุของอัลไซเมอร์แล้วก็ตาม พิสูจน์ว่าการฝึกสมองช่วยสร้าง “เส้นทางสำรอง” ทำให้สมองยังทำงานได้แม้โครงสร้างหลักถูกทำลายกิจกรรมลับคมสมองสามารถเริ่มต้นได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 18 ปี ควรปลูกฝังการอ่านนิทาน หนังสือพิมพ์ ดูแผนที่ หรือเรียนภาษาที่ 2 เกิน 5 ปี เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ควรหาโอกาสเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หรือเป็นสมาชิกห้องสมุด แม้ในวัย 80 ปีขึ้นไป การเขียนบันทึก หรือเล่นเกมลับสมองอย่างการฝึกสมองแบบ “Double Division” ผสานการเคลื่อนไหวร่างกายกับการใช้ความคิด ช่วยลดความเสี่ยงได้อีก 25%บทสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความชราที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง” แต่เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกหน้ากระดาษที่อ่าน ทุกประโยคที่เขียน คือการสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งให้สมองมีความทรงจำที่แจ่มชัดและมีคุณภาพชีวิตที่ยาวนาน.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม