หากพูดถึงเกาะฟอร์โมซา หรือไต้หวันในปัจจุบันนั้น สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนนึกถึง ไม่ได้มีแค่เรื่องศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามและทรงคุณค่าของชาวฮั่น แต่ยังรวมไปถึงความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจของกลุ่มชาติพันธุ์เช่นกัน โดยในคราวนี้จะพามารู้จักกับวัฒนธรรมของ “กลุ่มชาติพันธุ์โจว (Tsou)”กลุ่มชาติพันธุ์โจว เป็น 1 ในประชากรดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนเกาะฟอร์โมซามาเป็นเวลานับพันปี ทั้งยังเป็น 1 ใน 16 ชาติพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐบาลไต้หวัน ปัจจุบันมีชาวโจวอาศัยอยู่ในไต้หวันประมาณ 6,000 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนเทือกเขาอาลีซาน ในเมืองเจียอี้ ทางตะวันตกเฉียงใต้ และเมืองหนานโถว ภาคกลางของไต้หวัน โดยมี 2 หมู่บ้านหลัก คือ ต๋าปัง (Tapang) และ เท่อฝูเย่ (Tufuya)วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์โจวที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันอย่าง “พิธีมายาซี” (Mayasvi แปลว่า พิธีกรรมสงคราม) จัดขึ้นเพื่อปลุกขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวโจวก่อนออกไปสู้รบ หรือล่าสัตว์ ในอดีตจะมีการนำศีรษะของศัตรูมาบูชายัญต่อพระเจ้าเพื่อฉลองชัยชนะด้วย แต่ได้ยกเลิกไปในภายหลัง พิธีมายาซีจะจัดสลับกันระหว่างหมู่บ้านต๋าปัง และหมู่บ้านเท่อฝูเย่ ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นเวลา 3 วัน 2 คืนก่อนรุ่งเช้าของวันประกอบพิธีมายาซี ชายหนุ่มชาวโจวจะเข้าป่าเพื่อไปเก็บ ฟิเตียว (Fiteu) หรือใบของ “กล้วยไม้สีทอง” ซึ่งชาวโจวศรัทธาว่าเป็นดอกไม้ที่อยู่ล้อมรอบที่พำนักของพระเจ้า นั่นจึงทำให้กล้วยไม้สีทองได้ชื่อว่า “ดอกไม้แห่งพระเจ้า” โดยจะนำฟิเตียวมาปักไว้บนยอดหลังคาและตกแต่งภายในของ “คุบา (Kuba)” สถานที่รวมตัวที่เข้าได้เฉพาะบุรุษชาวโจวเท่านั้น ทั้งนี้ ชายชาวโจวจะนำฟิเตียวบางส่วนปักไว้บนหมวก หนัง เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าใครคือชาวโจว เพื่อให้เทพเจ้าแห่งสงคราม “ลาฟาเฟย (Lafa feoi)” อวยชัยและคุ้มครองขณะออกไปสู้รบหรือล่าสัตว์เมื่อเริ่มพิธีจะมีการจุดกองเพลิงบริเวณลานบริเวณหน้าคุบา กลุ่มบุรุษชาวโจวจะเชือดหมูป่าด้วยมีดหรือหอก บริเวณหน้าต้นบันยัน ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโจว พร้อมร้องเพลงต้อนรับการมาเยือนของพระเจ้า ถวายเหล้าข้าว เค้กข้าว รวมถึงเนื้อหมู ก่อนนำไปแจกจ่ายแต่ละบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นสัญลักษณ์ของการได้พรจากเทพเจ้า จากนั้นชายหญิงชาวโจวจะร่วมขับร้องบทเพลง รวมถึงเต้นรำรอบกองไฟเพื่อสรรเสริญเทพเจ้าแห่งสงครามและวิญญาณของบรรพบุรุษ ก่อนชายชาวโจวจะขึ้นไปร้องเพลงอำลาพระเจ้าในคุบาในคืนสุดท้าย และดับกองเพลิงเป็นอันเสร็จพิธี.(ภาพจาก blog.mrhost)ญาทิตา เอราวรรณคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม