เมื่อวานผมรับใช้ถึงตอนที่สังคมรัสเซียในยุคที่ยังมีกษัตริย์แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นพวก ‘รัสเซียภักดี’ ทำหน้าที่ปกป้องราชวงศ์ อีกฝ่ายเป็นพวกการเมืองฝ่ายซ้าย ที่โจมตีความบกพร่องของราชสำนักโรมานอฟอย่างรุนแรงข่าวรัสปูตินเป็นชู้กับพระราชินีหรือซารีนา และข่าวรัสปูตินข่มขืนแกรนด์ดัชเชสทั้ง 4 พระองค์ สร้างความมัวหมองให้ราชวงศ์โรมานอฟ ทำให้สมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่งกล้าออกมาต่อต้านราชวงศ์อย่างเปิดเผยและทำให้ฝ่ายราชวงศ์ภักดีรู้สึกว่าจำเป็นต้องฆ่ารัสปูตินพวกราชวงศ์ภักดีช่วยกันฆ่ารัสปูตินหลายครั้ง แต่ล้มเหลว รัสปูตินเป็นคนที่มีลางสังหรณ์แม่น แกเขียนบันทึกภาพนิมิตว่าแกอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึง 1 มกราคม ค.ศ.1917 แถมยังเขียนแช่งเอาไว้ว่า “ถ้าข้าถูกฆ่าโดยอาชญากรทั่วไป ราชบัลลังก์และจักรวรรดิจะมั่นคงยืนนาน” “แต่ถ้าข้าถูกฆ่าโดยพวกขุนนาง วันหน้ารัสเซียจะไม่มีขุนนาง พระราชวงศ์จะอยู่ได้อีกไม่เกิน 2 ปี”16 ธันวาคม ค.ศ.1916 เจ้าชายยูซูปอฟล่อให้รัสปูตินกินยาพิษไซยาไนด์ผสมในเค้กและไวน์แดง แต่รัสปูตินไม่ตาย เจ้าชายจึงยิงรัสปูตินที่หัวใจ รัสปูตินยังลืมตาแช่งเจ้าชายและผู้คบคิดอยู่อีกนานกว่าจะสิ้นใจ จากนั้นก็ถูกนำไปถ่วงน้ำลึก 60 ฟุต ตอนโดนฆ่า รัสปูตินอายุ 38 ปีซาร์และซารีนาทรงพระหทัยสลายและจัดงานฝังศพให้รัสปูตินอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากตายได้ 2 เดือน คำสาปของรัสปูตินก็เป็นจริง เกิดจลาจลที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กซึ่งตอนนั้นเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเปโตรกราด เกิดการขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิง การชุมนุมต่อต้านราชวงศ์เกิดและขยายตัวอย่างเร็วโดยที่ไม่มีใครคิดมาก่อน และพัฒนาเป็นการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1917การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1917 ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซียมานานกว่า 300 ปีล่ม อีก 15 เดือนต่อมา ซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระราชวงศ์ก็ถูกปลงพระชนม์หมู่ตามคำทำนายครั้งสุดท้ายของรัสปูตินการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1917 ทำให้ไม่มีราชวงศ์ปกครอง หลังจากนั้นรัสเซียก็ถูกปกครองโดยทวิอำนาจที่แบ่งอำนาจกันระหว่าง 1.รัฐสภาโซเวียต และ 2. รัฐบาลเฉพาะกาลที่นำโดยเจ้าชายพระองค์หนึ่ง ส่วนเลนินเป็นนักเขียนที่มีอิทธิพลทางความคิดยังอยู่เมืองนอก เมื่อสถานการณ์สุกงอม เลนินก็แอบข้ามพรมแดนเข้ามารัสเซียในเดือนเมษายน ค.ศ.1917 และประกาศจะยึดอำนาจทางการเมืองโดยใช้คำขวัญว่า ขนมปัง ที่ดิน และสันติภาพ + คืนอำนาจรัฐทั้งหมดแก่สภาโซเวียตตอนนั้นรัฐบาลเฉพาะกาลกลัวอดีตนักเขียนเลนินมาก จึงปล่อยข่าวว่าเลนินรับสินบนจากเยอรมนีมาโค่นรัฐบาลเฉพาะกาล รัฐบาลเฉพาะกาลของรัสเซียจึงออกประกาศจับเลนินและแกนนำของพรรคบอลเชวิค จนเลนินและแกนนำต้องหนีไปฟินแลนด์นายพลคอร์นีลอฟทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ค.ศ.1917 แต่ล้มเหลว เลนินซึ่งลี้ภัยอยู่ฟินแลนด์เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันโค่นรัฐบาลเฉพาะกาล จากนั้นเลนินก็กลับเข้ามาในรัสเซีย และเตรียมยึดอำนาจจากรัฐบาลเฉพาะกาลแกนนำฝ่ายซ้ายบางคนต้องการปฏิวัติยึดอำนาจด้วยการใช้กำลัง บางคนบอกว่า อ้า ใช้กำลังไม่ได้ เราต้องยึดอำนาจด้วยแนวทางสันติ ตามวิถีของระบอบรัฐสภาเท่านั้นรัฐบาลเฉพาะกาลทราบข่าวการเตรียมยึดอำนาจ จึงชิงโจมตีพวกที่เตรียมปฏิวัติซะก่อน การต่อสู้นำไปสู่การปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ.1917 ถึง 25 ตุลาคม ฝ่ายปฏิวัติก็ยึดพระราชวังฤดูหนาวและจับรัฐมนตรีไว้ได้เกือบทั้งคณะ บอลเชวิคยึดอำนาจการเมืองได้สำเร็จโดยมีการนองเลือดเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้น เลนินก็ประกาศสร้างสังคมรัสเซียใหม่ตามแนวลัทธิมาร์กซ์การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งสำคัญมักสำเร็จด้วยอิทธิพลของ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเลนิน (รัสเซีย) โฮจิมินห์ (เวียดนาม) โคไมนี (อิหร่าน) ฯลฯ‘อินฟลูเอนเซอร์’ และสื่อในประเทศถูกควบคุมจากฝ่ายรัฐได้ง่าย.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com