เมื่อ 19 มี.ค. นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า นายไมเคิล ไวท์ ชาวรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถูกคุมขังในอิหร่านนานกว่า 1 ปี ขณะไปเยี่ยมแฟน แล้วถูกศาลอิหร่านตัดสินโทษจำคุก 10 ปี ข้อหาดูหมิ่นผู้นำสูงสุด ได้รับการพักโทษไปอยู่ที่สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ในอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ พยายามจะเร่งให้ปล่อยอย่างเต็มตัวโดยเร็ว ขณะเดียวกัน นายเอเมอร์ ฟาก์ฮูรี อดีตกลุ่มติดอาวุธเลบานอนใต้ (เอสแอลเอ) ซึ่งได้เป็นพลเมืองอเมริกันเมื่อปีกลาย เจ้าของร้านอาหารรัฐนิวแฮมพ์เชียร์ และถูกจำคุกที่เลบานอน หลังกลับบ้านเกิดไปเยี่ยมครอบครัว ในข้อหาทำร้ายร่างกายและฆาตกรรมก็ได้รับการปล่อยตัว ด้วยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฟาก์ฮูรีถูกขังนานกว่า 10 ปีนับแต่ถูกตั้งข้อกล่าวหาซึ่งฟาก์ฮูรีปฏิเสธ และยังถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นที่ 4ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ใช้โอกาสนี้เสริมชาวอเมริกันเพิ่มที่ต้องได้รับการปล่อยตัว รวมถึงนายออสติน ไทซ์ ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน ซึ่งหายสาบสูญในซีเรียเมื่อปี 2555 อันเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ปล่อยตัวชาวอเมริกันที่ถูกจับเป็นตัวประกันหรือถูกขังยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ ชม.หลังข่าวปล่อยตัวชาวอเมริกัน 2 คนนี้ สถานทูตสหรัฐฯ ประกาศให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความจำเป็นเดินทางออกจากเลบานอน โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการปล่อยตัว แต่เป็นเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19.