ภายในปราสาทคุมาโมโตที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว.เคยมีคนบอกไว้ว่าญี่ปุ่น...ไปตอนไหนก็ประทับใจตอนนั้น! หลังรับเทียบเชิญจากสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยพาไปดูงานการฟื้นฟูแผ่นดินไหวและดูแหล่งท่องเที่ยวประจำถิ่นที่เกาะ คิวชู เมื่อเดือนก่อน มีหลากหลายเรื่องราวน่าประทับใจมาเล่าสู่กันฟังเริ่มต้นกันที่ ฟูกุโอกะ เมืองที่เป็นศูนย์รวมความทันสมัย ถนนทุกสายเต็มไปด้วยวัยรุ่นไม่แพ้โตเกียวหรือเมืองใหญ่อื่นๆในญี่ปุ่นเลย และด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ตรงข้ามเกาะเชจูและเมืองปูซานของเกาหลีใต้ จึงมีเหล่าโอป้า นูนาและออนนี่มาเที่ยวแถวนี้เยอะพอๆกับขาประจำอย่างชาวจีนและไทยช็อปปิ้งในฟูกุโอกะแล้ว ก็ต้องไปนอนแช่น้ำร้อนออนเซนต่อ ที่เมืองคุมาโมโตะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลแค่นั่งรถไฟชินคันเซนต่อไปอีกประมาณ 40 นาที เมืองนี้เป็นที่รู้จักเพราะเจ้าหมีมาสคอตชื่อดังอย่าง คุมะมง...พีอาร์ประจำเมือง ที่มีออฟฟิศทำงานของตัวเองอยู่บนตึกสำนักงานเขตเมืองคุมาโมโตะเลยละ...แลนด์มาร์คของคุมาโมโตะ คือ “ปราสาทคุมาโมโตะ” ปราสาทเก่าแก่อายุกว่า 400 ปี ตั้งโดดเด่นอยู่บนเนินสูง ล้อมรอบด้วยคูและทิวแถวต้นซากุระ เสียดายตอนที่ไปถึงซากุระยังไม่บาน เลยได้เห็นแต่ต้นซากุระยืนโชว์กิ่งก้านสะท้อนภาพความหดหู่ของเศษซากพังทลายของกำแพงปราสาทและตัวปราสาทที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อกลางเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว เสร็จจากชมปราสาทก็ไปดูของเก่าๆกันที่ “ศูนย์หัตถกรรมคุมาโมโตะ” ซึ่งจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผา เครื่องจักสาน และผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอื่นๆ ศูนย์หัตถกรรมแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์ของเก่าที่สูญหายไปช่วงสงครามโลกและหลังการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เมื่อ 75 ปีก่อน วันที่สองของทริปนี้ เรามีแผนเดินทางต่อไปยังเมือง อาโสะ ซึ่งห่างจากคุมาโมโตะราวชั่วโมงเศษๆ เป็นเมืองที่อยู่บนภูเขาทำให้เห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ภายในอุทยานหุบเขาอาโสะ เป็นที่ตั้งของโรงแรมเก่าแก่แบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า เรียวกัง จุดขายของโรงแรมเหล่านี้ คือ น้ำพุร้อน ที่ทำเป็นบ่อสำหรับแช่ตัว ทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์ ใครชอบแบบไหนสามารถเลือกได้ตามชอบ แต่ถ้าอยากได้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ก็ต้องแก้ผ้าลงแช่แบบคนญี่ปุ่น ถึงจะฟิน... คนที่นี่เล่าให้ฟังว่า เรียวกังทั้งหมดจะรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม ชื่อว่า “คุโรกาวา ออนเซน” ส่วนใหญ่เป็นอาคารทรงเก่าอนุรักษ์ตั้งเรียงรายลดหลั่นไปตามไหล่เขา บางแห่งแทรกตัวอยู่ตามซอกเขาและป่าไม้อย่างลงตัว จุดขายสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเป็นญี่ปุ่นจริงๆ แต่ละโรงแรมจะมีชุดยูกาตะให้เปลี่ยน สามารถสวมยูกาตะเดินชมวิวทิวทัศน์ในหมู่บ้านซึ่งเป็นอาคารไม้เก่าย้อนยุคได้ และด้วยความที่เป็นหุบเขา ที่นี่จึงมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เอาเป็นว่าแค่เดินหามุมถ่ายรูปก็ถ่ายกันแบบรัวชัตเตอร์นับรูปไม่ถ้วน...และแล้วก็ถึงเวลาผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำร้อนออนเซน ให้เลือดลมไหลเวียน...งานนี้ต้องบอกว่าสบายตัวแบบสุดๆเลยจริงๆ โรงแรมที่เราพักคราวนี้ ชื่อว่า “นิชิมูระ เรียวกัง” เป็นโรงแรมที่จัดบรรยากาศแบบญี่ปุ่นโบราณ ทั้งที่แช่น้ำออนเซนก็เป็นแบบธรรมชาติ อาหารเย็นที่จัดมาให้ก็เป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นกินจริงๆ ไม่ปรุงแต่ง จากอาโสะ วันรุ่งขึ้นเรานั่งรถต่อไปยังเมือง ทากาโมริ ไฮไลต์สำคัญของเมืองนี้ คือ การนั่งรถไฟสาย “มินามิเอโสะ” นั่งชมธรรมชาติ ซึ่งพวกเราโชคไม่ดี ตอนที่ไปเขากำลังซ่อมทางรถไฟพอดี เลยอดนั่งรถปู๊น ปู๊น ฉึกฉัก แต่เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ จุนโกะ ไกด์สาวสองพันปี และ มิกิจัง เจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น เลยขอชดเชยด้วยการพาเราไปเที่ยว “เทศกาลสาเก” ซึ่งถือเป็นเทศกาลสำคัญของเมืองนี้ สาเกของที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องรสชาติ ที่ไม่เป็นรองใคร ไม่ว่าจะเป็น นิฮนชู และ โชจู ล้วนผลิตจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติชั้นดี จิบแล้วนุ่มลิ้น กลิ่นก็รัญจวนใจ บรรยากาศในงานเทศกาลสาเกครึกครื้น คอสาเกยืนต่อแถวรอชิมรอซื้อสาเกของโปรดที่ผู้ผลิตท้องถิ่นแต่ละเจ้าพากันขนถังไม้หมักบ่มสาเกออกมาแกะอวดโชว์ให้เห็นกันสดๆ และที่ขาดไม่ได้ คือ ร้านขายของกินพวกปิ้งย่าง กับแกล้มชั้นดีกับสาเกรสเลิศ ที่ตั้งตามรายทาง มียอดเขา “เนโกะดาเกะ พีค” สัญลักษณ์ของเมืองทากาโมริเป็นฉากหลัง ซึ่ง เนโกะดาเกะ พีค เป็นฉากหนึ่งในการ์ตูนดังแนวโจรสลัดเรื่อง วันพีซ ด้วยส่งท้ายคิวชูกันที่ เมืองเก่า ยามากะ ซึ่งเป็นเมืองแห่งการอนุรักษ์ของเก่าตั้งแต่โรงละครอายุนับร้อยปี “ซากุระยู” ศาลาอาบน้ำออนเซนที่มีมาแต่โบร่ำโบราณแต่ยังใช้ได้จนปัจจุบัน ในเมืองมีร้านค้าเก่าๆหลายร้าน หนึ่งในนั้นคือ ร้านทำพัดกระดาษที่เหลือร้านเดียวในเมืองต้องบอกว่า แม้จะเป็นการเที่ยวแบบกะทัดรัด เปลี่ยนที่นอนกันวันละเมือง แต่ก็มีเรื่องราวดีๆให้ได้เห็นและจดจำ เป็นอีกช่วงเวลาที่ชีวิตไม่ต้องเร่งรีบ แถมยังได้ดีทอกซ์กาย...ใจให้กลับมาต่อสู้กับอากาศร้อนและอื่นๆอีกมากมายในเมืองไทย...ได้ไม่น้อย.