การหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา บรรดาพรรคการเมือง ตะบี้ตะบัน ชูนโยบายการแก้รัฐธรรมนูญกันทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านและพรรคแกนนำรัฐบาลยื่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยเลยด้วยซ้ำ ฝ่ายค้านโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรค ประชาชน อ้างว่า ประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม กำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการเลือกตั้งโดยตรง เป็นร่าง รัฐธรรมนูญฉบับที่สาม ก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว สองฉบับ เนื่องจากไม่ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดกับคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะต้อง ได้รับความเห็นชอบจาก สว.1 ใน 3 ด้วยตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ชูศักดิ์ ศิรินิล ระบุว่า ที่ร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีปัญหามาตรา 256 ที่ต้อง ใช้เสียงเห็นชอบจากฝ่ายค้านร้อยละ 20 และ สว.1 ใน 3 ให้ความ เห็นชอบ รวมทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามประชาชนเลือก ส.ส.ร.โดยตรงด้วย ในส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เสนอให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. 200 คน จากนั้นให้สภาเลือก เหลือ 100 คน ส่วนอีก 52 คน มาจากการเสนอชื่อขององค์กรต่างๆ และไม่ใช้เกณฑ์ต้องผ่านความเห็นชอบจากเสียง สว. 1 ใน 3 ซึ่งยัง ไม่มีการเสนอเข้าสภาส่วนหลักเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์โดยหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่า การให้ประชาชนทั่วประเทศ หยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ให้แต่ละจังหวัดลงคะแนนผ่านโทรศัพท์ ให้เลือกตัวแทนเข้ามาจังหวัดละ 3 คน จากนั้นให้สภาเลือกเหลือ 80 คน และอีก 20 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญเป็น ส.ส.ร.จัดทำร่างรัฐธรรมนูญความเห็นจากตัวแทน สว.นรเศรษฐ์ ปรัชญากร เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องยกระดับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และให้ประชาชนออกเสียงประชามติ เมื่อทำร่างเรียบร้อยแล้ว รัฐสภาไม่มีสิทธิโหวตไม่รับร่าง โดยให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน 200 คน มาจากการเลือกตั้งแบบเขตจังหวัด 100 คน และบัญชีรายชื่อ 100 คน มีหน้าที่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้มีกรรมาธิการยกร่างฯ 35 คน ให้รัฐสภาเลือกและ ส่งให้กระบวนการมีส่วนร่วมรับรองตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย นิกร จำนง อ้างว่า การจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ ยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งต้องการให้ ส.ส.ร.มาจากประชาชน แต่ขัดแย้งกับหลักการของรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่ง สว.ปัจจุบันมาตามรัฐธรรมนูญปี 60 โดยเห็นว่าควรจะมี สว. แต่ควรแก้ระบบที่มาของ สว. การให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งจะทำให้มีปัญหา พรรคภูมิใจไทยจึงไม่ร่วมลงนามในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความสุ่มเสี่ยง เพราะมีโทษทางจริยธรรมรุนแรงบรรทัดนี้จึงพอสรุปได้ว่า ในเมื่อพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลและมีจำนวน สส.ในสภามากที่สุด มี สว.ที่ถูกระบุว่าเป็น สว.สีน้ำเงินเป็นเสียงส่วนใหญ่ ถ้าจะปล่อยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันง่ายๆเสียเหลี่ยมหมด.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม