ก็เป็นไปตามคาด กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี นักวิเคราะห์ประเมินว่า กนง. อาจตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1 ไปจนถึงสิ้นปี คุณดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. แถลงว่า เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้ สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว คณะกรรมการฯเห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้แต่สินเชื่อรวมที่เพิ่มขึ้นกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทใหญ่ ไม่กระจายถึงเอสเอ็มอีคนตัวเล็กเลขานุการ กนง.กล่าวว่า สินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน (ไม่ใช่เงินลงทุนขยายกิจการ) ขณะที่ สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว คุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า ความเห็นของ กนง.ก็สอดคล้องกับบทความ “การจัดสรรรันทด” ที่ผมเขียนไปเมื่อวานนี้มีคำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าควรจะมีคำตอบก็คือ การคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ในเมื่อ สินเชื่อส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สินเชื่อ SMEs ที่มีการจ้างงานถึง 13.6 ล้านคนกลับหดตัว จึงไม่แปลกที่สภาพัฒน์แถลงว่า หนี้ครัวเรือนไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นอีก 0.50% ไปอยู่ที่ 16.41 ล้านล้านบาท คนจนจนกันเพิ่มขึ้นข้อมูลวิจัยของ สถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า โครงสร้างสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยมีความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน สินเชื่อกว่า 75% กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 15,000 แห่ง และ 2 ใน 5 ของธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นของกลุ่มเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 25 กลุ่ม ที่กระจุกตัวอยู่ในกิจการราว 1,000 แห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานเฉลี่ย 20 ปี และจ่ายดอกเบี้ยต่ำเพียง 3–4% ขณะที่ สินเชื่อ 25% ที่เหลือกระจายไปยัง SMEs ราว 110,000 แห่ง ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 6% ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอายุน้อย ทำให้พลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของธุรกิจเกิดใหม่ถูกจำกัดลงทำให้ ธุรกิจใหม่ๆ และ สตาร์ตอัพ เกิดยากในเมืองไทยงานวิจัยของสถาบันป๋วยแนะให้รัฐบาล “แก้ไขประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุน” เพราะโจทย์ของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำในวันนี้ “ไม่ใช่เป็นเพราะมีเงินทุนน้อยเกินไป แต่เป็นเพราะเงินทุนไปอยู่ผิดที่” กลไกจัดสรรเงินทุนของภาคการเงินไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา แต่มีส่วนทำให้ปัญหาดำรงอยู่ต่อไป ทำให้ประเทศไทยแก้ปัญหาหนี้ SMEs ไม่ได้เสียที การเพิ่มปริมาณสินเชื่อในระบบอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมุ่งยกระดับคุณภาพการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน เป็นสำคัญงานวิจัยของ สถาบันป๋วย ได้เสนอ 5 แนวทางในการยกระดับคุณภาพการจัดสรรเงินทุน ของสถาบันการเงินไว้ดังนี้1.การลดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (Information Friction) โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs พัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในกระบวนการประเมินสินเชื่อ 2.กลไกค้ำประกันสินเชื่อที่สะท้อนความเสี่ยง เปิดทางให้ธุรกิจที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกันเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น 3.ส่งเสริมให้การกำหนดดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้กู้ (Risk–based Pricing) จะช่วยให้เงินทุนไหลไปสู่กิจการที่สร้างผลตอบแทนได้ดี4.ส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่น ให้มีผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น พัฒนาช่องทางการระดมทุนรูปแบบใหม่ แทนที่จะพึ่งสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นหลัก 5.การติดตามพฤติกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ย การกำหนดราคาความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ไม่สำคัญ สำคัญที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงเงินทุนได้ จีดีพีจึงจะโต.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม