ทำไมคนยุคนี้เหมือน empathy ลดลง มลภาวะเกี่ยวหรือไม่? PM2.5 มีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่า PM2.5 ทำให้มีการอักเสบในสมองโดยมีการกระตุ้นเซลล์ไมโครเกลีย ก่อให้เกิดความเสียหายในสมองส่วนสีขาว และการทำงานของสมองส่วนหน้าผิดปกติซึ่งอาจส่งผลต่อ impulse control emotional regulation social cognition แม้จะยังไม่มีหลักฐานตรงว่าทำให้ “ความเมตตา” ลดลง แต่กลไกดังกล่าวมีความเป็นไปได้ทางชีววิทยา สารกำจัดศัตรูพืช เช่น organophosphate ทำให้ cholinergic dysfunction oxidative stress frontal lobe dysfunction เด็กที่ได้รับสัมผัสตั้งแต่เล็กอาจมีปัญหาด้าน executive function และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมต่อทักษะทางสังคมโลหะหนัก เช่น lead mercury สัมพันธ์กับ impulse control ลดลง aggression เพิ่มขึ้น executive function ลดลง โดยเฉพาะในเด็กที่กำลังพัฒนาสมอง Endocrine disruptors เช่น BPA และ phthalates กำลังมีงานศึกษาว่าอาจรบกวนการพัฒนาวงจรสมองที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางสังคม แต่หลักฐานในมนุษย์ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปผลสามารถสร้าง empathy ได้หรือไม่? คำตอบคือ ได้ สมองมี neuroplasticity งาน fMRI พบว่าหลังฝึก compassion meditation loving-kindness meditation เพียง 8-12 สัปดาห์เกิดการเปลี่ยนแปลงของ insula ACC mPFC และพฤติกรรมช่วยเหลือผู้อื่นเพิ่มขึ้นในหลายการศึกษา อีกวิธีหนึ่งคือ เด็กที่โตมากับ ความอบอุ่น การกอด การเล่น การอ่านนิทาน การทำกิจกรรมอาสาจะมี social brain network แข็งแรงกว่าโดยเฉลี่ยจะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นสังคมเอื้อเฟื้อได้อย่างไรวิทยาศาสตร์สมอง ให้คำตอบที่สอดคล้อง กับสังคมศาสตร์หลายด้านคือ ต้องดูแลทั้ง “สมอง” และ “สิ่งแวดล้อม” ไปพร้อมกัน เช่น ลดความเครียดเรื้อรังของประชาชน (ความ มั่นคงทางเศรษฐกิจ ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม และการพักผ่อน) ส่งเสริมการนอนหลับและสุขภาพกาย เพราะสมองที่พักผ่อนเพียงพอจะควบคุมอารมณ์และเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น ลด มลพิษที่กระทบสมอง โดยเฉพาะ PM2.5 และสารพิษต่อระบบประสาทส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กด้วยความอบอุ่น ความผูกพัน และการเรียนรู้ทางอารมณ์ (social-emotional learning) สร้างพื้นที่ให้คนพบปะและร่วมมือกันจริงในชุมชน เพราะความไว้วางใจและความเห็นอกเห็นใจเติบโตได้จากประสบการณ์ร่วม ไม่ใช่เพียงการสื่อสารผ่านหน้าจอ พัฒนาการศึกษาให้ความสำคัญกับ การฟัง การทำงานร่วมกัน และการบริการสังคม ควบคู่กับความรู้ทางวิชาการความรู้สึกเมตตาเอื้อเฟื้อต้องการระบบเครือข่ายสมองที่สมบูรณ์สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและอบอุ่น ย่อมมี empathy และความสามารถในการเรียนรู้มากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการคุ้มครอง ย่อมดูแลประชาชนได้อย่างเต็มกำลังสังคมที่ประชาชนไว้วางใจกัน ย่อมมีต้นทุน ทางเศรษฐกิจต่ำกว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง“แกนความคิด” ที่เชื่อมโยงงานทั้งหมด คือ การสร้างระบบที่ทำให้คนยังคงมีศักยภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นี่เป็นแนวคิดที่กว้างกว่าการรักษาโรคแรงงานที่มีสุขภาพดี มีความปลอดภัย และได้รับความเป็นธรรม ย่อมมีผลิตภาพสูงขึ้น ผู้สูงอายุที่ยังรักษาสมองไว้ได้ ย่อมลดภาระครอบครัวและสังคม เด็กที่เติบโตในทั้งหมดนี้มีรากฐานเดียวกันคือ สุขภาพของคนและสุขภาพของสังคม ความเมตตาเป็นทั้งคุณธรรม และเป็นผลลัพธ์ของสมองที่แข็งแรงด้วย ผลักดันให้ประเทศไทยมองอีกก้าวหนึ่งคือ “สุขภาพสมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”.หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม