กมธ.ศาสนาฯ ลงพื้นที่ติดตามปมขัดแย้งที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น หารือร่วมกับฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายที่ดิน ตำรวจ และสำนักพุทธ ศาสนา รวบรวมข้อเท็จจริงไปประชุม และประสาน พศ. เร่งให้ความรู้กับคณะสงฆ์ยกคดีวัดป่าฯเป็นตัวอย่าง ตำรวจเตรียมออกหมายเรียกกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดวัดภายในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ขณะที่ลูกน้องป้าดา ถูกจับข้อหาบุกรุกในพื้นที่ สน.พระโขนง หลังไปทวงคืน ความยุติธรรมคดีพิพาทที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาปมพิพาทยืดเยื้อที่ดินจำนวน 21 ไร่ของวัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น ที่นายเฮียง พิมพ์ศรี เจ้าของที่ดินนำมาถวายวัดตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 กระทั่งนายเฮียงเสียชีวิต ทายาทฟ้องร้องศาลอ้างนิติกรรมไม่สมบูรณ์ แม้วัดจะชนะคดีในชั้นศาล แต่ปมขัดแย้งก็ยังไม่สิ้นสุด เมื่อ น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ หรือป้าดา อายุ 62 ปี หลานฝั่งเมียของนายเฮียงนำกลุ่มชายฉกรรจ์เข้าไปเทปูนวางท่อปิดทางเข้าออกวัด ตำรวจออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาบุกรุก แต่ป้าดายังไม่ยอมมาพบ และยังออกทวงสิทธิในที่ดินอย่างต่อเนื่องความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ส.ค. นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อติดตามปัญหาที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น หลังเรื่องดังกล่าวปรากฏเป็นกระแสข่าว ร่วมกันหารือและรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายที่ดิน ตำรวจ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดขอนแก่นมีรายงานว่า การรับฟังข้อมูลครั้งนี้พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่สามารถเดินทางมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเข้ารับการฟอกไต มอบหมายให้ทนายความและไวยาวัจกรวัดเข้าชี้แจงแทน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการในประเด็นที่อยู่ในความสนใจโดยเฉพาะการดำเนินคดีกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ปิดทางเข้าออกวัด ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการทราบผู้เกี่ยวข้องแล้ว และเตรียมออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 27 ส.ค.นี้ นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงขั้นตอนการโอนโฉนดที่ดินให้เป็นของวัด ส่วนประเด็นการแอบอ้างเบื้องสูง รวมถึงกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่วัด ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปเวลา 14.30 น. นางธิวัลรัตน์นำคณะกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจแนวเขตพิพาทระหว่างวัดป่าอดุลยารามร่วมกับทายาทนายเฮียง พิมพ์ศรี เริ่มจากแนวเขตกำแพงฝั่งทางทิศเหนือติดกับกุฏิเจ้าอาวาสเป็นแนวเขตระหว่างที่ดิน 21 ไร่ กับที่ดิน ส.ค.1 จำนวน 5 ไร่ เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกภาพแนวเขต ก่อนที่จะเข้าพบพระอาจารย์อดุลย์ โรจนธมมโม รองเจ้าอาวาส เพื่อหารือร่วมกันนางธิวัลรัตน์เปิดเผยว่า คณะสงฆ์มีกำลังใจและไม่กังวลในเหตุพิพาทและคดีความต่างๆที่เกิดขึ้น และยังคงปฏิบัติศาสนกิจของสงฆ์ตามปกติ การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงนำกลับไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะประเด็นโฉนดที่ดินของวัดเป็นเรื่องที่ต้องให้ความรู้ และหาแนวทางแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย คณะกรรมาธิการเตรียมนำข้อมูลไปพิจารณาโดยเร็ว พร้อมให้สำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) ช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดิน และศาสนสมบัติแก่พระสงฆ์และวัดต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกับการถวายความรู้กับคณะสงฆ์ด้วยการยกกรณีศึกษาจากวัดป่าอดุลยาราม มาเป็นวิธีปฏิบัติให้กับวัดทั่วประเทศไทยให้ดำเนินการอย่างถูกต้องขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน และสายตรวจ เข้าพบพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่มีชายลึกลับขี่รถ จยย.เข้ามาสอบถามเด็กวัดและก่อกวนภายในวัดเมื่อช่วงดึกวันที่ 18 ส.ค.ใช้เวลาพูดคุยประมาณ 20 นาที ก่อนที่เจ้าอาวาสฯจะเดินทางไปฟอกไตที่ รพ.ศรีนครินทร์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ กล้องวงจรปิด และสอบสวนพยานพ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า หลังเกิดเหตุเจ้าอาวาสวัดและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นำคลิปมาเป็นหลักฐานเข้าแจ้งความที่สภ.เมืองขอนแก่น คลิปปรากฏภาพชายใส่กางเกงขาสั้น ใส่เสื้อแขนสั้นสีส้มดำ ขี่รถ จยย.ฮอนด้า เวฟ สีดำ ไม่ทราบทะเบียน มีกระเป๋าติดตั้งอยู่ท้ายรถลักษณะของไรเดอร์รับส่งอาหาร ขี่รถมาจอดห่างจากกุฏิเจ้าอาวาสประมาณ 30 เมตร พบกับนายกวี กลั่นอักโข อายุ 57 ปี ลูกศิษย์วัด หนุ่มไรเดอร์ถามนายกวีว่า “มึงใช่มั้ยที่ถ่ายคลิป” ก่อนที่จะตอบโต้กันไปมา นายกวีนำโทรศัพท์มือถือมาถ่ายภาพชายคนดังกล่าว ทำให้หนุ่มไรเดอร์ขี่รถหลบหนีไป เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจและนอกเครื่องแบบรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณวัดและรอบวัดขณะที่ น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ อายุ 62 ปี หรือป้าดา พร้อมลูกน้องเดินทางไปที่ สภ.พระโขนงเพื่อติดตามคดีและทวงคืนความยุติธรรม กรณีอ้างว่าถูกยัดข้อหาและมีการออกหมายจับคดีบุกรุกที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านพระโขนง กรุงเทพฯ คดียืดเยื้อกันมานานกว่า 30 ปี หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ ตำรวจนอกเครื่องแบบหลายนายเข้าจับกุมนายก้อง จินดาพงษ์ อายุ 44 ปี ลูกน้องป้าดา ในข้อหาร่วมกันบุกรุกที่ดิน คุมตัวไปที่ สน.พระโขนง ขณะนั้นป้าดาและพวกต่างโวยวายไม่พอใจการทำงานของตำรวจป้าดาเปิดเผยว่า ยังไม่ทราบข้อหาที่แน่นอน และต้องการให้ระบุชัดเจนว่าบุกรุกที่ไหน ที่ดินเลขที่อะไร ยืนยันถูกยัดข้อหา จับเท็จ แจ้งความเท็จมากว่า 10 ปี ระบุว่าที่ดินที่ถูกกล่าวหาเป็นของนายอับบาส แต่ตำรวจเอาโฉนดฝั่งตรงข้ามมายัดข้อหา ปัจจุบันเคยถูกศาลตัดสินจำคุก 2 คดี และยื่นอุทธรณ์อยู่ วันนี้เข้ามาพบตำรวจเพื่อขอดูพยานหลักฐาน แต่ได้รับคำตอบว่าคดีเข้าสู่ชั้นศาลแล้วให้ไปยื่นเรื่องที่ศาลด้าน พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ประดับไทย ผกก.สน.พระโขนง กล่าวว่า หมายจับออกโดยศาลไม่ใช่หมายจับปลอม คดีเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2538 นายอับบาสยื่นฟ้องขับไล่กรมธนารักษ์จนศาลฎีกาตัดสินแล้ว กลุ่มป้าดาไม่ยอมรับคำตัดสินนำมวลชนเข้าบุกรุกพื้นที่ ดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2561-2563 รวมหลายคดีบางคดีศาลตัดสินจำคุกแล้ว ขณะนี้ตำรวจคุมตัวนายก้อง ผู้ต้องหาคดีบุกรุกส่งตัวให้พนักงานอัยการส่งฟ้องต่อศาลอาญาพระโขนงแล้วอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่