ตำรวจออกหมายเรียก “ป้าดา” มาแจ้งข้อหาบุกรุก หลังนำกลุ่มชายฉกรรจ์ขนท่อระบายน้ำนำปูนซีเมนต์มาเทปิดกั้นทางเข้า-ออกของวัดป่าอดุลยาราม แจ้งเป็นตัวแทนทายาท “นายเฮียง” ทวงคืนที่ดิน 21 ไร่ มีมูลค่านับพันล้านบาท พ่อเมืองขอนแก่นเผยศึกพิพาทมานานกว่า 30 ปี คดีแพ่งอยู่ในชั้นศาลฎีกา ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่าก่อเหตุรุนแรง ขณะที่ลูกสาวนายเฮียงเผยพ่อยกที่ดินให้วัดแต่ยังไม่โอน เมื่อพ่อเสียชีวิตพี่น้อง 9 คนเข้าใจว่านิติกรรมเป็นโมฆะ และมีขบวนการจะฮุบเอาที่ดินทั้งหมด กลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันจากกรณีพิพาทระหว่างพระกับทายาทเจ้าของที่ดินกว่า 21 ไร่ มูลค่าประเมินทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,200-1,500 ล้านบาทของวัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยเมื่อปี พ.ศ.2533 นายเฮียง พิมพ์ศรี นำโฉนดผืนดังกล่าวมาถวายพระเพื่อสร้างเป็นวัดป่าอดุลยาราม ต่อมานายเฮียงเสียชีวิตฝั่งทายาทยื่นเรื่องต่อศาลและสำนักงานที่ดินโต้แย้งสิทธิ อ้างว่านิติกรรมการมอบที่ดินยังไม่สมบูรณ์ กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ส.ค.69 น.ส.ชมมณี หรือป้าดา น้อยจันทร์ หลานสาวฝั่งเมียของนายเฮียง นำกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมรถบรรทุกสิ่งก่อสร้าง ท่อระบายน้ำนำปูนซีเมนต์มาเทปิดกั้นบริเวณทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม พร้อมทั้งนำป้ายประกาศมาติดอ้างสิทธิครอบครอง และแจ้งให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินของวัดออกจากพื้นที่ภายใน 15 วันความคืบหน้าช่วงเช้าวันที่ 13 ส.ค. พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า ตำรวจออกหมายเรียกสอบสวน น.ส.ชมมณี หรือป้าดา น้อยจันทร์ อายุ 62 ปี หลานของเมียนายเฮียงเป็นผู้ต้องหาในคดีบุกรุกวัด ภายหลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 10 ส.ค. คณะกรรมการวัดเข้ามาแจ้งความและนำหลักฐานคลิปที่ป้าดาพากลุ่มชายฉกรรจ์ขนท่อระบายน้ำนำปูนซีเมนต์มาเทปิดกั้นบริเวณทางเข้า-ออกของวัดและบุกรุกเข้าไปในวัด นอกจากนี้ยังออกหมายเรียกเจ้าของรถตู้ 3 คน ส่วนคนขับรถโม่ปูนอยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถ เบื้องต้นรถตู้มาจากกรุงเทพฯ ส่วนรถปูนเชื่อว่าน่าจะอยู่ที่ จ.ขอนแก่น ส่วนข้อหาจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำฝ่ายวัดเพิ่มเติมอย่างละเอียดก่อนเรียกคู่กรณีมาแจ้งข้อหา พิจารณาจากพยานหลักฐานและคำให้การประกอบอยู่ระหว่างดำเนินการด้านนายขจรเกียรติ รักพานิชมณีโชติ ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีทนายความของทางวัดได้ยื่นเรื่องการครอบครองที่ดินไว้แล้วแต่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ เนื่องจากเมื่อมีผู้ยื่นขอเปลี่ยนแปลงเอกสารสิทธิในที่ดิน เจ้าหน้าที่ต้องปิดประกาศแจ้ง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาคัดค้านสิทธิภายในระยะเวลา 30 วัน หากมีผู้โต้แย้งเจ้าหน้าที่ที่ดินต้องนำหลักฐานมาพิจารณาตามสิทธิและอำนาจหน้าที่ หากไม่มีใครคัดค้านเรื่องก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ ข้อพิพาทที่ดินดังกล่าวมีชนวนเหตุเรื้อรังมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ปัจจุบันคดีความได้ผ่านการพิจารณาในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไปแล้ว เหลือเพียงการรอฟังคำพิพากษาชี้ขาดจากศาลฎีกาเท่านั้น อยากฝากเตือนไปยังทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายวัดและฝ่ายทายาทให้ชะลอการดำเนินการใดๆไว้ก่อนเพื่อรอคำตัดสินของศาลฎีกา การคิดเอาเองหรือนำความเห็นส่วนตัวมาตัดสินอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายได้ขณะที่นางบัวเรียน หรือแม่ตุ๋ย พิมพ์ศรี ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียง เปิดเผยว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านและมีอาชีพซื้อขายที่ดิน แปลงที่ดินข้อพิพาทมีเนื้อที่ทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10ไร่ ที่ดินวัด 21 ไร่ พื้นที่หัวไร่ปลายนา 5 ไร่ บริเวณนี้เป็นป่าหมด อีก 5 ไร่มีพระมาทำเตาฟืน พ่อซื้อกุฏิมาตั้ง 1 หลัง เกิดความเลื่อมใสศรัทธามีเจตนารมณ์จะสร้างวัดในพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้เป็นการยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง กระทั่งดำเนินการเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ์ ส.ค.1 เป็นโฉนด พ่อนำเงินทอดผ้าป่าไปถวายและนำโฉนดที่ดินไปโชว์เพื่อให้ชาวบ้านรู้ว่าพ่อเฮียงจะสร้างวัด ทางวัดถ่ายโฉนดนำไปติดฝาผนัง ภายหลังพ่อเสียชีวิตทุกคนเข้าใจว่าทุกอย่างถือเป็นโมฆะ ครอบครัวคุยกันเอาไว้ว่า ที่ดินตรงนี้อยากแบ่งกันในบรรดาพี่น้อง 9 คน กระทั่งมีขบวนการจะฮุบเอาที่ดินทั้งหมดกลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้“ฉันในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้วเพราะไม่มีเงินต่อสู้คดี เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาฐานะยากจน ต่อมาน้องดา อยู่ที่กรุงเทพฯ มีอาชีพนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มีความรู้ในเรื่องนี้ อาสาเข้ามาดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว ญาติพี่น้องทุกคนไว้ใจ” แม่ตุ๋ยกล่าวส่วนบรรยากาศที่วัดป่าอดุลยาราม พระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เดินทางกลับจากการปฏิบัติศาสนกิจที่กรุงเทพฯ พักผ่อนอยู่ภายในกุฏิเปิดเผยว่า หลวงพ่อเป็นพระอยู่อย่างสมถะ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร สิ่งต่างๆย่อมเป็นหน้าที่ของศิษยานุศิษย์และญาติโยมที่จะเข้ามาช่วยเหลือ การจะให้พระไปฟ้องร้องฆราวาสย่อมดูไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องตามหลักธรรมวินัย ที่ผ่านมาไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นภาระที่ต้องแบกรับ เมื่อสังขารแก่ชราลงก็ยอมรับว่ามีความท้อแท้อยู่บ้างเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามเปิดเผยอีกว่า อยากฝากถึงญาติโยมทุกคนที่แสดงความห่วงใยและถวายกำลังใจมายังหลวงพ่อ ขอให้ญาติโยมไม่ต้องเป็นห่วงและไม่ต้องเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะทุกอย่างเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาในการต่อสู้ชั้นศาลที่ดินดังกล่าวยังเป็นของวัดสำหรับชนวนพิพาทที่ดินผืนดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 นายเฮียง พิมพ์ศรี นำโฉนดที่ดินผืนดังกล่าวมาถวายแด่พระครูอดุลย์สารนิเทศ เพื่อสร้างเป็นวัดป่าอดุลยาราม และได้รับการยกฐานะเป็นศาสนสถานถูกต้องตามกฎหมาย สร้างกุฏิ วิหาร และทำนุบำรุงเรื่อยมา ขณะนั้นกลับยังไม่ได้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดินให้เสร็จสิ้น กระทั่งเมื่อนายเฮียงเสียชีวิต ฝั่งทายาทได้ยื่นเรื่องต่อศาลและสำนักงานที่ดินโต้แย้งสิทธิ์ โดยอ้างว่านิติกรรมการมอบที่ดินยังไม่สมบูรณ์ เอกสารสิทธิตามกฎหมายจึงยังตกเป็นมรดกของตระกูลพิมพ์ศรี พร้อมยื่นฟ้องร้องขับไล่วัดยืดเยื้อนานกว่า 30 ปีขณะที่ฝ่ายวัดยืนยันหลักกฎหมายว่า เมื่อถวายเป็นศาสนสมบัติและเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยเปิดเผยเกินกว่า 10 ปี ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นที่ธรณีสงฆ์โดยสมบูรณ์ ไม่สามารถโอนคืนแก่บุคคลใดได้ ที่ผ่านมา คดีแพ่งผ่านการพิจารณาในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายกฟ้องฝ่ายทายาททั้งสองศาล ชี้ว่าที่ดินตกเป็นของวัดแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทายาทยื่นฎีกาต่อ ส่งผลให้ปัจจุบันคดียังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาชี้ขาดในชั้นศาลฎีกา กระทั่งเกิดเหตุการณ์นำกำลังมาปิดล้อมวัดเพื่อบีบบังคับในที่สุดอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่