“กระทิงดุ” สเปน โชว์ฟอร์มสุดเทพไล่ต้อน “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา อยู่ฝ่ายเดียว ก่อนจะเป็นเฟร์ราน ตอร์เรส กองหน้าชาวกระทิงที่รับบทฮีโร่ซัดประตูชัยชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษให้ทีมชาติสเปนเอาชนะไปได้ 1-0 ผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองเป็นสมัยที่ 2 ส่วน “ฟ้า-ขาว” อกหักอดป้องกันแชมป์เอาไว้อีกสมัย ด้านโรดรี กัปตันทัพ “ลา โรฆา” รับรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครอง ส่วนคีเลียน เอ็มบัปเป ครองตำแหน่งดาวซัลโวหลังจากซัดไป 10 ประตู พร้อมกับควบตำแหน่งดาวซัลโวตลอดกาลของฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจำนวน 22 ประตู “หลุยส์ เด ลา ฟวนเต” กุนซือทัพ “ลา โรฆา” สุดภูมิใจในฟอร์มของลูกทีม ขณะที่ “ลิโอเนล สกาโลนี” เฮดโค้ชอาร์เจนตินา รับสภาพสู้ไม่ได้ยก “กระทิงดุ” แกร่งจริงผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 20 ก.ค. การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย “ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา แชมป์เก่าและยอดทีมจากอเมริกาใต้ ดวลกับ “กระทิงดุ” สเปน แชมป์ยูโร 2024 จากยุโรป เกมนี้อาร์เจนตินา ตั้งเป้าจะเป็นทีมแรกในรอบ 64 ปีที่ป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ ส่วน “ลา โรฆา” หวังจะคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ให้ได้หลังเคยทำได้ในปี 2010เปิดฉากมาสเปนเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกกดดันเข้าใส่และมีโอกาสส่องประตูอยู่ฝ่ายเดียวไม่ว่าจะเป็นลามีน ยามาล, มิเกล โอยาร์ซาบัล, อเล็กซ์ บาเอนา, โรดรี, เปดรี แต่ยังไม่ผ่านมือของเอมิเลียโน มาร์ติเนซ จอมหนึบของอาร์เจนตินา ส่วน “ฟ้า-ขาว” ได้แค่ตั้งรับเท่านั้นไม่มีโอกาสได้จบสกอร์เลย แถมช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 3 สถานการณ์ “ฟ้า-ขาว” หนักไปอีกหลังจากเอ็นโซ เฟร์นานเดซ โดนใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามไป อย่างไรก็ตาม ยังยันเอาไว้ได้จบ 90 นาที เสมอ 0-0 ต้องต่อเวลาในช่วงเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาทีช่วงต่อเวลาพิเศษสเปนยังเป็นฝ่ายกระหน่ำบุกอยู่ฝ่ายเดียว ก่อนนาทีที่ 105 สาวก “กระทิงดุ” ได้เฮกันสนั่นสนามนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม เมื่อเฟร์ราน ตอร์เรส แนวรุกตัวสำรองของ “ลาโรฆา” ส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายให้ทีมชาติสเปนขึ้นนำ 1-0 จากนั้นอาร์เจนตินาพยายามจะเปิดเกมรุกแก้คืนให้ได้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จบเกมสเปน ชนะอาร์เจนตินา ไป 1-0 ผงาดคว้าแชมป์โลก 2026 มาครองและเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ของทีม ส่วน อาร์เจนตินาอกหักอดป้องกันแชมป์เอาไว้ได้อีกสมัยหลังจบการแข่งขันได้มีการประกาศรางวัลต่างๆ ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 รางวัลไฮไลต์นักเตะยอดเยี่ยม หรือ “โกลเด้น บอลล์” ตกเป็นของโรดรี กองกลางกัปตันทีมชาติสเปน ส่วนอูไน ซีมอน ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนคว้ารางวัลถุงมือทองคำ หลังเสียไปประตูเดียวเท่านั้น ด้านคีเลียน เอ็มบัปเป กองหน้ากัปตันทีมชาติฝรั่งเศส คว้าตำแหน่งดาวซัลโว หรือรองเท้าทองคำมาครองหลังกดไป 10 ประตู เช่นเดียวกับเปา กูบาชี ปราการหลังดาวรุ่งที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ “กระทิงดุ” ได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมขณะเดียวกันหลังจากลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา ไม่สามารถบวกสกอร์เพิ่มในเกมนัดชิงชนะเลิศได้ ส่งผลให้เอ็มบัปเปยังครองตำแหน่งดาวซัลโวตลอดกาลของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วยหลังจากซัดไปแล้ว 22 ประตูใน “เวิลด์ คัพ” รอบสุดท้ายแซงหน้าลิโอเนล เมสซี ดาวยิงวัย 39 ปีที่ทำเอาไว้จำนวน 21 ลูกด้วยกันหลังจบเกม หลุยส์ เด ลา ฟวนเต ผู้จัดการทีมชาติสเปน ยอมรับว่าเป็นเกมสุดเข้มข้นและต้องลุ้นกันถึงวินาทีสุดท้าย แม้ว่าคู่ต่อสู้จะเหลือตัวน้อยกว่าก็ตาม “เราอยากจะชนะให้เร็วมากกว่านี้ การเซฟของ (เอมิเลียโน) มาร์ติเนซ ทำให้เราไม่ได้ประตู พวกเราพยายามแล้วที่จะทำประตู แต่ไม่สำเร็จ นี่คือเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แม้ว่าจะเจอคู่ต่อสู้ที่เหลือ 10 คน แต่เราต้องเจอกับความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม เราเตรียมความพร้อมกับเรื่องแบบนี้มาแล้ว ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก นักเตะรุ่นนี้พัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อพวกเรามีความสามัคคีกัน เราจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม” ฟวนเตกล่าวขณะที่ลิโอเนล สกาโลนี ผู้จัดการทีมชาติอาร์เจนตินา รับสุดผิดหวังที่ “ฟ้า-ขาว” ไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ต้องพ่ายแพ้ให้กับสเปนไป 0-1 แต่ชื่นชมลูกทีมที่สู้จนถึงวินาทีสุดท้าย “รู้สึกเสียใจมากๆ พวกเราเล่นกันอย่างเต็มที่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะพูด แต่พูดออกมาไม่ได้จริงๆ พูดกันตามตรงพวกเขาทำได้ดีกว่าจริง พวกเราแพ้ในเกมนี้และเรายอมรับมัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะลืมทุกอย่างที่เราทำมา อยากจะบอกกับคนในประเทศว่าพวกเราเล่นกันอย่างสุดหัวใจแล้ว” สกาโลนีกล่าวเปิดใจส่วนพิธีมอบรางวัลดังกล่าวมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมงานมากมาย อาทิ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, คลอเดีย เชนบอม ประธานาธิบดีเม็กซิโก และจานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ “ฟีฟ่า” เข้าร่วมในการมอบรางวัลโดยระหว่างการมอบเหรียญรองแชมป์ให้กับบรรดาแข้งอาร์เจนตินาปรากฏว่า ลิซานโดร มาร์ติเนซ และคริสเตียน โรเมโร 2 ปราการหลังทัพ “ฟ้า-ขาว” ได้เดินผ่านและไม่ได้จับมือกับทรัมป์ แต่หันกลับไปจับมือกับคาร์นีย์และเชนบอมแทนขณะเดียวกัน จากผลงานอันย่ำแย่ของอาร์เจนตินา รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ทำให้ “ฟ้า-ขาว” กลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกหาโอกาสยิงประตูไม่ได้เลยตลอด 90 นาทีของเกม โดยกว่าที่แชมป์เก่าจะหาโอกาสยิงประตูได้ต้องรอถึงนาทีที่ 117 เลยทีเดียวอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่