ช่วงนี้กระแสการลงทุน Data Center กำลังฮิตไปทั่วโลก เพราะ Data Center ของบริษัทเทคยักษ์ใหญอย่าง x กูเกิล โอเพ่นเอไอ แอนโทรปิค เมตา ไมโครซอฟท์ แอมะซอน ในสหรัฐฯ กำลังถูกชาวอเมริกันต่อต้านอย่างหนักใน 49 รัฐ จาก 50 รัฐ ทำให้ต้องหนีไปลงทุนในต่างประเทศที่มีค่าน้ำค่าไฟถูกกว่า เพื่อใช้น้ำใช้ไฟราคาถูกประมวลผลส่งข้อมูลกลับไปให้ลูกค้าทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นเป้าหมายของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เพราะ ไทยไม่มีกฎหมายควบคุมการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ขอสร้างเป็นคลังสินค้าก็สร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ได้แล้ว ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ก็ยอมรับไทยไม่มีกฎหมายควบคุม แถมยังไม่เข้าข่ายกฎหมายโรงงาน เพราะไม่มีเครื่องจักรผลิตสินค้า?ชาวอเมริกันต่อต้านการสร้าง Data Center กันทุกรัฐบางรัฐมีการฟ้องเป็นคดีขึ้นศาล เพราะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชีวิตของชุมชน ดาต้าเซ็นเตอร์แย่งการใช้น้ำใช้ไฟฟ้าจากชุมชน ส่งผลให้ค่าน้ำค่าไฟของชุมชนแพงขึ้น และส่งต่อผลกระทบไปยังสาธารณูปโภคต่างๆเป็นลูกโซ่ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำมหาศาลในการเดินเครื่องตลอด 24 ชม. ชาวบ้านยังต้องเจอกับคลื่นความร้อนที่กระจายออกมาจากดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชม. บางชุมชนก็ทนไม่ไหวกับ “เสียงหึ่ง” ที่ดังออกจากเครื่องในดาต้าเซ็นเตอร์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ประท้วงจากเขตอิมพีเรียลระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตนี้ใช้น้ำจากแม่น้ำโคโลราโดมากถึง 260 ล้านแกลลอน หรือ 984 ล้านลิตรต่อปี ในขณะที่หลายพื้นที่ของสหรัฐฯกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำบริษัทเทคยักษ์ใหญ่สหรัฐฯจึงต้องหนีไปสร้างใน ประเทศที่กำลังพัฒนา และ ประเทศที่ด้อยพัฒนา ซึ่งไม่มีกฎหมายควบคุมวันก่อน คุณลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกสำนักนายกฯ เพิ่งโพสต์อวย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่า รัฐบาลอนุทินเดินหน้าอำนวยความสะดวกการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี AI ระบบ Cloud และบริการดิจิทัลในอนาคต พร้อมระบุข้อมูลจากบีโอไอว่า ช่วงปี 2568—มี.ค.2569 มีโครงการ Data Center และ Data Hosting ได้รับบีโอไอแล้ว 34 โครงการ มูลค่ารวม 715,295 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2568 จำนวน 27 โครงการ มูลค่า 618,418 ล้านบาท และ 3 เดือนแรกของปี 2569 (รัฐบาลอนุทิน) อีก 7 โครงการ มูลค่า 96,877 ล้านบาทเรื่อง Data Center ไม่ใช่มีแต่เรื่อง เงินลงทุน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีเรื่อง “อธิปไตยของชาติ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ ผมเองก็ไม่รู้ลึกในเรื่องนี้ เลยต้องถาม ChatGPT แบบจ่ายเงิน ที่เจาะข้อมูลได้ลึกกว่าแบบฟรีหลายเท่าก็ได้คำตอบจาก AI ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ด้าน AI, Cloud Computing และ Data Center ก็คือ “อธิปไตยดิจิทัล” (Digital Sovereign) ที่เป็น “อธิปไตยรูปแบบใหม่” เหมือนกับ อธิปไตยทางบก อธิปไตยทางทะเล และ อธิปไตยทางอากาศ ซึ่งเป็น “ความมั่นคงของชาติ” ไม่ใช่สักแต่ส่งเสริมยกเว้นภาษีเพื่อจูงใจให้ใครมาลงทุนสร้างได้อย่างเสรี โดยไม่มีกฎหมายควบคุม สุดท้ายประเทศไทยจะต้องสูญเสีย “อธิปไตยดิจิทัล” ให้กับต่างชาติที่เข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลมากมายในประเทศไทย โดยประเทศไทยและคนไทยจะไม่ได้อะไรเลย เหลือแต่มือเปล่าๆอธิปไตยดิจิทัล ในโลกยุคดิจิทัลประกอบด้วย ข้อมูล (Data), AI, Cloud, Data Center, อินเตอร์เน็ต, ระบบชำระเงิน, Digital ldentity (บัตรประชาชนดิจิทัล), ดาวเทียมหรือโครงข่ายการสื่อสาร, Cybersecurity, เทคโนโลยีสำคัญ ฯลฯถ้าเราสูญเสีย “อธิปไตยทางดิจิทัล” จะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบง่ายมากครับ เราจะสูญเสียทุกอย่างเหมือนถูกโจรสแกมเมอร์แฮ็กเอาเงินไปหมดบัญชีแบงก์ ดังนี้ ข้อมูลสำคัญของประเทศและประชาชนถูกควบคุมโดยต่างชาติ, AI ของประเทศต้องซื้อบริการจากต่างประเทศ, Cloud ทั้งประเทศอยู่ในมือต่างชาติ, ความมั่นคงทางไซเบอร์ เช่น ไฟฟ้า ธนาคาร สนามบิน ถูกควบคุมจากต่างประเทศ ฯลฯ วันนี้เราจึงเห็น สหรัฐฯ จีน ยุโรป เป็นต้น ลุกขึ้นมาปกป้อง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของชาติอย่างจริงจัง แม้แต่ชิปและแพลตฟอร์มก็ถูกควบคุม ไม่ใช่ปล่อยเสรีแบบไทยแลนด์แดนสแกมเมอร์ ที่กำลังเห่อ Data Center โดยไม่สนใจที่จะออกกฎหมายมาควบคุมก่อน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม