ฉายไฟเข้าไปใน กระทรวงมหาดไทย ในยุคนี้ เห็นความตื้นลึกหนาบางของ ระบบราชการ และเป็นคำตอบว่า เหตุใดประเทศไทยจึงติดกับดักประเทศที่กำลังพัฒนาซ้ำซาก ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2570 เพิ่มเป็น 3.78 ล้านล้าน จีดีพีก็ลดลงทุกปี คาดว่าปี 2569-2570 จีดีพี จะอยู่ที่ระดับ 1.7-2% ประเทศเพื่อนบ้าน จีดีพีต่ำสุด 3-4% ดังนั้น การที่รองนายกฯและ รมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล้าประกาศว่าประเทศไทยจะพ้นจากกับดักความยากจนในอีก 12 ปีข้างหน้า วางเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ ถ้าดูตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้วมีความเป็นไปได้น้อย หรือไม่มีความเป็นไปได้เลย หรือคงคาดเดาล่วงหน้าว่าในอีก 12 ปีข้างหน้า คนไทยก็คงลืมไปแล้วมีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลชุดนี้ขยันสร้างข่าวใหม่ กลบข่าวเก่า แต่ถ้าดูจาก กรณีโกงข้อสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้ว คงน่าจะไม่ใช่ เพราะน่าจะทำให้รัฐบาลอายุสั้นลงมากกว่า เรื่องนี้งานเข้าพรรคน้ำเงินและทำลายความน่าเชื่อถือของระบบน้ำเงิน โดยตรง แรงมากด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ การโกงข้อสอบธรรมดา แต่เป็น การโกงระบบราชการ ของประเทศ ถ้าการสอบติดกระดุมผิดเม็ด ประสิทธิภาพของระบบราชการก็ผิดเม็ดไปด้วย เช่นเดียวกับการโกงการเลือกตั้ง ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินก็ไม่มีประสิทธิภาพตามมาด้วยวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นในมหาดไทย ไม่สามารถใช้ ยาสามัญประจำบ้าน ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง เพื่อซื้อเวลา เรื่องโกงข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นกับการฮั้วเลือก สว. มีลักษณะคล้ายกันและผลลัพธ์ออกมาก็ใกล้เคียงกัน ยกเลิกการสอบทั้งหมดก็มีปัญหา ชะลอการบรรจุเข้ารับราชการก็เกิดปัญหา อนุโลมให้บรรจุไปก่อนค่อยสอยจากตำแหน่งทีหลังก็จะเป็นปัญหาดินพอกหางหมู เช่นเดียวกับกรณีคดีฮั้วเลือก สว. จะฟันคดีนี้ให้จบ สภาสูงก็จะไม่มีคนทำงาน อย่างน้อยก็เหลือ สว.ไม่ถึงครึ่ง จะเลือกตั้งใหม่เหมือนเลือก สส.ก็ไม่ได้ จะให้ทำหน้าที่ต่อไป ก็สร้างความหวาดระแวง ในการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์การตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญและอื่นๆมากมายความวิตกกังวลว่า สีน้ำเงินจะยึดประเทศ ไม่ใช่แค่การโกงข้อสอบ แต่หมายถึงระบบอุปถัมภ์จะลงลึกจากการเมืองระดับประเทศ ระบบราชการ ไปจนถึงการเมืองระดับชาติ ที่ถูกล้อเลียนว่า เป็นระบบสีน้ำเงินไปแล้วเฉพาะในกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะไล่เบี้ยกันอย่างไร ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยที่อยู่นานที่สุด คือปลัดมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ และ รมว.มหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ไม่ควรจะอ้างว่า เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ หรือไม่ให้ราคา เพราะข้อมูลหลักฐานทั้งหมดดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีการระบุพาดพิงถึงตัวบุคคลชัดเจน และไม่ว่าจะเพ้อเจ้อหรือไม่ แต่ในฐานะผู้บริหารระดับสูงกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยต้องแสดงความรับผิดชอบ ตรวจสอบความจริงให้กระจ่าง ไม่ใช่เตรียมฟ้องปิดปาก หรือปฏิเสธที่จะให้ความสำคัญ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการย้ายไปย้ายมาแล้วเรื่องก็จบแค่นี้ ส่วนที่ว่าเป็นการวัดบารมีของผู้มีบารมีกับ รมว.มหาดไทยก็ไม่น่าจะเพ้อเจ้อ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม