“นายกฯหนู” ควง “บิ๊กต่าย” แถลงผลงานปราบสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ พบอาชญากรรมออนไลน์ 3 ด้าน ทั้งการปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 คน สกัดกั้นเส้นทางการเงิน ปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินเกี่ยวข้องการกระทำผิดกว่า 3,600 ล้านบาท ทำให้ในห้วง 9 เดือนที่ผ่านมาอาชญากรรมออนไลน์ลดลง 69 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าวรวม 3 เฟส 4 จังหวัดอันดามัน พบบริษัทสุ่มเสี่ยง 1,450 บริษัท ออกหมายจับคนไทยแล้ว 30 หมาย 29 คน และคนต่างด้าว 77 หมาย 67 คน นอกจากนี้ยังมีในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ นายกฯคาดโทษ ถ้าจังหวัดไหนเกียร์ว่าง เตรียมโดนเด้งเอาคนอื่นไปทำงานแทนที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 มิ.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นำโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ฐานะรองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. เข้าร่วมนายอนุทินกล่าวว่า การปราบปรามอาชญา กรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และวงจรเครือข่าย นอมินีต่างๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ยกระดับการดำเนินงาน พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว เป็นวาระแห่งชาติ ผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่าย นอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไข แม้การดำเนินงานต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในและนอกพื้นที่ หรือแม้แต่ในหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และสามารถรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นนายกฯมอบหมายให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและ เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.2568-มิ.ย.2569) เนื้อหาสรุปผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การปกป้องประชาชนไม่ให้ ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 คน ยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย ดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงิน ที่เกี่ยวข้องการกระทำความผิดกว่า 3,600 ล้านบาทเนื่องจากการสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์ อย่างต่อเนื่อง จับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 คน ออก หมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 คน ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นชัดเจน สถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่า จำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 มูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงาน ของศูนย์ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบูรณาการ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะที่ผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าวรวม 3 เฟส 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.สุราษฎร์ธานี จ.ภูเก็ต จ.พังงา และ จ.กระบี่ มีบริษัทที่มีคนต่างชาติถือหุ้น 15,249 บริษัท เป็นบริษัทสุ่มเสี่ยง 1,450 บริษัท ออกหมายจับคนไทย 30 หมาย 29 คน และคนต่างด้าว 77 หมาย 67 คนต่อมา เวลา 12.30 น. นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เรื่องปราบสแกมเมอร์เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ ตนประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงาน อื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แม้กระทั้งฝ่ายปกครองร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง และติดตามการดำเนินการมาโดยตลอดทุกเดือน ระหว่างประชุมได้เห็นชัดเจนว่า กราฟคดีลดลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนเงินและทรัพย์สินที่ยึดมาได้เพิ่มมากขึ้น และยอดการหลอกลวงทุกอย่างลดลงในทิศทางเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการสร้างกราฟขึ้นมารายงานผู้บังคับบัญชา แต่เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์จริง ทุกฝ่ายก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนหลังที่เราปราบปรามอย่างจริงจัง การกระทำผิดลดลงไปเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ เราต้องทำให้มันหมดไปมากที่สุดเท่าที่ทำได้ถามว่านอมินีที่เกิดขึ้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี ในส่วนภาคอื่นมีอีกหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตรงไหน มีการกระทำเช่นนี้จะดำเนินการทั้งหมด จ.ชลบุรี จ.ระยอง จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย มีหมด เราดำเนินการจริงจังเช่นกัน มีการลงไปพื้นที่ในจังหวัดต่างๆทำให้ตื่นตัวในทุกจังหวัด ถ้าจังหวัดไหนยังปล่อยให้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งที่ทราบว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้แล้ว ถือว่าเป็นความล้มเหลวทางประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อมีความล้มเหลว เราต้องหาคนที่มีประสิทธิภาพเข้าไปทำงาน แทน ถามว่าเป็นการประกาศเตือนกลุ่มนอมินีและ ผู้มีอิทธิพลรับทราบเลยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้ไม่เตือนแล้ว ถ้าทำอยู่ก็จับเลยไม่มีเตือน ทั้งดำเนินคดีทั้งยึดทรัพย์ ถ้าเนรเทศห้ามเข้าประเทศขึ้นบัญชีดำทุกอย่างอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่