การเจรจายุติศึก “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ส่อแววยืดเยื้อไปอีก เมื่อ “อิหร่าน” ลั่นจะไม่ยอมรับข้อตกลงใดจนกว่า ผลประโยชน์ของชาวอิหร่านจะได้รับการคุ้มครอง ขณะที่ “ทรัมป์” ชี้อิหร่านต้องการยุติการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นลำดับแรก และย้ำอิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน ตลอดเดือน พ.ค.ต่างฝ่ายยังมีการถล่มฐานที่ตั้งกองทัพ กันไปมาอย่างต่อเนื่องสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังอยู่ในสถานะต้องจับตามอง โดยนายอับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่า ทั้งสองประเทศยังมีการติดต่อสื่อสารกันอยู่ และขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาอย่างรอบคอบ และจนกว่าจะมีผลสรุปออกมา ข้อมูลในช่วงเวลานี้จะเป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น ส่วนนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและผู้นำการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด จนกว่าจะมีการยืนยันว่าสิทธิและผลประโยชน์ของชาวอิหร่านจะได้รับการคุ้มครองขณะเดียวกัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียล เปิดเผยรายละเอียดบางส่วนของข้อตกลงหยุดยิง โดยในข้อความนั้น ผู้นำสหรัฐฯวิพากษ์วิจารณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า เสนอข่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงเรื่องข้อตกลงดังกล่าวไม่มีประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมยืนยันว่ามีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ประเด็นส่วนใหญ่ในข้อตกลงนั้น ครอบคลุมเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ มีการระบุถึงมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ทางรัฐบาลอิหร่านมีการเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าในการเจรจาครั้งนี้ จะมุ่งไปที่ประเด็นยุติการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นลำดับแรก และจะไม่มีการหยิบยกประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาพูดคุยอย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นยังรายงานว่าทางอิหร่านสามารถฟื้นฟูศักยภาพในการใช้ขีปนาวุธ ได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว โดยหลังวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียม ทางสำนักข่าวพบว่าทางการอิหร่านได้ซ่อมแซม ทางเข้าอุโมงค์เก็บคลังขีปนาวุธ ที่สหรัฐฯและอิหร่านถล่มไปแล้ว 50 แห่งจาก 69 แห่ง นอกจากนี้ ทางสำนักข่าวยังรายงานอีกว่า ในช่วง 7 สัปดาห์ที่มีการหยุดยิงนั้น ทางอิหร่านได้เร่งกระบวนการซ่อมแซมโดยใช้รถตักดินและรถบรรทุกของดินและสิ่งปรักหักพังออกจากพื้นที่ มีการถมถนนที่ถูกระเบิดทำลาย ส่วนนักวิเคราะห์มองว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลนั้นมีผลแค่ชั่วคราว อิหร่านสามารถฟื้นตัวในด้านขีดความสามารถทางขีปนาวุธได้อย่างรวดเร็วด้านกองบัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง (CENTCOM) ยังเปิดเผยบนโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มเอ็กซ์ ว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่านในช่วงวันที่ 30-31 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการถล่มฐานควบคุมเรดาห์และโดรนพิฆาตบนเกาะเกชม์และเกาะลารักของอิหร่าน ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นการโจมตีหลังจากอิหร่านยิงโดรนเอ็มคิว-1พรีเดเตอร์ของสหรัฐฯตกในช่วงวันดังกล่าว นอกจากนี้ กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพอากาศอิหร่านได้ถล่มฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวตเช่นกัน โดยระบุว่าฐานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของ สหรัฐฯ ในการโจมตีเสาโทรคมนาคมบนเกาะสิริในเขตฮอร์มุซก่อน อย่างไรก็ตาม ทาง IRGC ไม่ได้ระบุรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับฐานทัพสหรัฐฯต่อมาวันเดียวกัน สำนักงานประธานาธิบดีอิหร่านยังออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ว่า นายมัซอูด เพเชซกียอน ประธานาธิบดีอิหร่าน ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง หลังมีกระแสข่าวว่าถูกแทรกแซงการตัดสินใจอยู่หลายครั้งโดยกองทัพ IRGC ซึ่งเข้ามามีอำนาจและบทบาทการบริหารประเทศมากขึ้น ทางสำนักงานยังยืนยันว่า นายเพเชซกียอนยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนชาวอิหร่านต่อไป ไม่ถอยหนี และอิหร่านจะไม่หันหลังให้กับแนวทางแห่งความเป็นเอกภาพและความสามัคคี พร้อมเสริมว่า ผู้ที่พยายามสร้างความแตกแยกในอิหร่านจะต้องล้มเหลวเช่นเดิมส่วนกรณีอิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอิหร่านย้ำมาโดยตลอดว่าข้อตกลงใดๆ ที่ทำกับสหรัฐฯ ต้องครอบคลุมถึงการรับประกันการหยุดยิงในเลบานอนด้วยนั้น ล่าสุด นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้สั่งการให้กองทัพอิสราเอลโจมตีพื้นที่ชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน โดยอ้างว่าเป็นปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธ “เฮซบอลเลาะห์” หลังเกิดการโจมตีโดยกลุ่มดังกล่าว การออกคำสั่งมีขึ้นหลังกองทัพอิสราเอลเข้ายึดปราสาทโปฟอร์ต ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน เหนือแม่น้ำลิตานี เมื่อวันที่ 31 พ.ค. โดยป้อมปราการดังกล่าวมีอายุกว่า 900 ปี และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนเลบานอน-อิสราเอลด้วยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่