ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 วันแรกสุดคึกคัก ยอดใช้จ่ายทะลุกว่า 1 พันล้านบาท จากยอดคนมาใช้สิทธิกว่า 5 ล้านคน “เอกนิติ” ย้ำช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในยุควิกฤติปากท้องของแพง เตรียมเสนอ ครม. 2 มิ.ย. เคาะเกณฑ์ลงทะเบียนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เก็บตกกลุ่มประชาชนตกหล่น ไม่มีสมาร์ทโฟน ขณะที่ “ผยง” มั่นใจระบบแอปเป๋าตังพร้อมรองรับการใช้จ่าย ด้านผู้ค้ายิ้มได้ คนแห่ใช้จ่าย ยอดขายพุ่งกว่าเดิมเท่าตัววันแรกของการเริ่มให้ประชาชนใช้จ่ายตามสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.เป็นไปอย่างคึกคัก คนแห่เข้าตลาดร้านค้าปลีกที่ร่วมโครงการ เพื่อจับจ่ายซื้อของเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“เอกนิติ” ออกสำรวจตลาดแต่เช้าทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 1 มิ.ย. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงการคลัง ได้ลงพื้นที่ตลาดสดธนบุรี พุทธ มณฑลสาย 2 ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ เพื่อสำรวจบรรยากาศการใช้สิทธิการลดหย่อนค่า ครองชีพผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 วันแรก โดยรัฐบาลสนับสนุนร้อยละ 60 วันละ 200 บาท หรือเดือนละ 1,000 บาท ขณะที่ประชาชนจ่ายเอง ร้อยละ 40 วันละ 134 บาท หรือเดือนละ 667 บาท รวมการใช้จ่ายในแต่ละวันหากใช้เต็มยอดได้วันละ 334 บาท หรือเดือนละ 1,667 บาท ซึ่งบรรยากาศในตลาดเป็นไปอย่างคึกคักคนตอบรับดี–สแกนจ่ายคล่องนอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้สอบถามประชาชนถึงขั้นตอนการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งได้รับคำตอบว่า ใช้งาน ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และได้สอบถามร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการผ่านแอปถุงเงิน ได้รับแจ้งว่า ขั้นตอนไม่ยุ่งยากเช่นกันและได้ลองใช้เอง โดยทดลองสแกนใช้จ่ายโครงการ ในการซื้อมะพร้าวถอดเสื้อ ราคา 60 บาท สแกนจ่ายในราคา 24 บาท และระบุว่า “ใช้ง่ายมากเลย” ก่อนที่จะแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชันนกกระซิบ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการขายและยอดขาย จะรู้ได้ว่าช่วงเวลาใดมีลูกค้าเยอะและ ช่วงใดที่ลูกค้าน้อย จะได้ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีช่วงเวลาในการพัก ทั้งยังแนะนำว่าสามารถนำยอดขายไปประกอบการยื่นกู้สินเชื่อกับทางธนาคารได้ โดยเฉพาะธนาคารของรัฐ ลดการกู้นอกระบบร้านค้าเข้าร่วมกว่า 8 แสนรายนายเอกนิติกล่าวด้วยว่า การใช้จ่ายในวันนี้ มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 812,603 ราย ซึ่งยังเปิดรับเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้เข้า อยากแนะนำให้เข้าโครงการ เพราะยังเปิดรับตลอดจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ส่วนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการ มีจำนวน 26,005,000 คน จะช่วยทำให้ลดค่าครองชีพได้ และนับตั้งแต่เปิดให้ใช้สิทธิในเวลา 06.00-09.00 น. หรือเพียง 3 ชั่วโมงแรก มีการใช้ไปแล้ว 896,933 คน จากผู้ได้รับสิทธิ 26.04 ล้านคน วงเงิน 169 ล้านบาท โดยเป็นรัฐร่วมจ่าย 99.59 ล้านบาท และประชาชนจ่าย 69.61 ล้านบาทปลื้มช่วยแก้วิกฤติปากท้องได้นายเอกนิติยังยืนยันว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ โดยเม็ดเงินที่มาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท จะถูกส่งต่อถึงมือประชาชนโดยตรงและหากมีวงเงินคงเหลือจากกรณีที่มีผู้ใช้สิทธิไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ โดยขณะนี้มีสิทธิที่ค้างอยู่ 3,000,000 ล้านสิทธิ รัฐบาลจะนำงบประมาณส่วนที่เหลือไปใช้ในโครงการช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นต่อไป เพราะโครงการทั้งหมดที่รัฐบาลทำ ต้องการช่วยชาวบ้าน วันนี้เกิดวิกฤติสงครามตะวันออกกลางซึ่งยังไม่จบ สินค้าอาจจะยังแพงขึ้น เราต้องการแก้วิกฤติปากท้องของพี่น้องประชาชน ดีใจที่เจอกับพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อของและช่วยลดค่าครองชีพได้จริงให้ใช้เดือนละ 1 พัน ไม่ทบยอดรองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวอีกว่า ผู้ที่มีสิทธิไม่จำเป็นต้องใช้วันแรก ใช้เมื่อไรก็ได้ เราไม่ตัดสิทธิ แต่ใช้ได้เพียงเดือนละ 1,000 บาท และที่ให้ใช้วันละ 200 เดือนจบแล้วจบเลย ไม่สมทบไว้ได้ เพราะจุดประสงค์ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องการช่วยลดค่าครองชีพ ย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไร เพราะจุดประสงค์คือการแก้วิกฤติปากท้องของประชาชนชง ครม.เก็บตกกลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟนนายเอกนิติ ยังกล่าวถึงกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือเป็นผู้มีรายได้น้อยว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทย กำลังเร่งสำรวจและจัดทำข้อมูล เพื่อนำส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อจะได้รับสิทธิต่อไป เชื่อว่ากลุ่มผู้ตกหล่นส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 มิ.ย. กระทรวงการคลัง จะเสนอให้ ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์การลงทะเบียนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้กลุ่มตกหล่นได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นไป โดยจะได้รับเงินเดือนละ 300 บาท ตามสิทธิผู้มีรายได้น้อย และรัฐจะเติมเงินให้อีกเดือนละ 700 บาท ไปจนถึงเดือน ก.ย.2569 ตามมาตรการลดค่าครองชีพแบ่งเบาภาระประชาชนคัดกรองสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทบทวนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้จะไม่มีการเปิดลงทะเบียนใหม่หากธนาคารรัฐเหมือนคนก่อน แต่จะมีการนำสิทธิของผู้รับสิทธิคนเก่าที่มี 13.18 ล้านคน มาคัดกรองตามเกณฑ์ใหม่เท่านั้น ซึ่งจะมีเกณฑ์ที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะมีความร่วมมือการตรวจข้อมูลจากภาครัฐและเอกชนกว่า 46 หน่วยงาน เช่น มีการนำเกณฑ์การถือครองกรมธรรม์ประกันภัยมาใช้ การเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน รวมถึงข้อมูลการลงทุนต่างๆ ทำให้เมื่อคัดกรองแล้ว ปริมาณผู้ถือบัตรสวัสดิการ อาจลดลงถึงร้อยละ 20-40 ช่วยประหยัดงบประมาณได้กว่า 20,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ตกหล่นหรือเพิ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยสามารถไปติดต่อกับกระทรวงมหาดไทยซึ่งจะช่วยเก็บตกมาคัดกรองอีกทีหนึ่ง3 ชม.แรกคนใช้จ่าย 170 ลบ.ขณะที่นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงยอดการใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัสวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. ว่ามีการใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 170 ล้านบาท มีผู้ใช้จ่าย 890,000 คน และมียอดซื้อขายแล้ว 1.1 ล้านรายการ โดยมีจำนวนกว่า 220,000 ร้านค้า และขณะนี้ ได้เปิดระบบให้มีการทำธุรกรรมสูงสุด 300,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อเตรียมรองรับในวันแรกและตามปกติช่วงที่มีโครงการวันจันทร์ อังคารจะมีประชาชนเข้ามาใช้มากที่สุดประมาณ 16.00 น.นายกฯชวนคนไทยใช้จ่ายต่อมาเมื่อเวลา 12.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anutin Charnvtirakul ถึงวันแรกของการเปิดใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ว่า ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับคนแห่ช็อปกระจายแต่เช้าสำหรับบรรยากาศการจับจ่ายของประชาชนในส่วนภูมิภาค พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่มีคนแห่เข้าไปจับจ่ายซื้อของกันคับคั่งตั้งแต่เช้า ไม่ว่าจะเป็นร้านในตลาดสดหรือตามร้านค้าปลีกส่ง โดยคนที่มาซื้อของต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะว่าสามารถช่วยเหลือค่าครองชีพได้ โดยที่ตลาดศิริวัฒนา อำเภอเมืองเชียงใหม่ คนออกมาจับจ่ายซื้อของกันอย่างหนาตากว่าที่เคย และร้านที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะมีคนเข้าไปซื้อของไม่ขาดสาย ต่างจากร้านที่ไม่เข้าร่วมโครงการอย่างเห็นได้ชัด และจากการสอบถามคนที่มาใช้สิทธิต่างชื่นชมระบบการสแกนที่ลื่นไหลดีสแกนจ่ายง่ายไม่สะดุดส่วนที่ร้านปิยะวัฒน์มินิมาร์ท ตำบลหนองยาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นร้านโชห่วยขนาดใหญ่ในพื้นที่ประจำหมู่บ้าน และร้านอุทัยมาร์ท ถนนศรีน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานีอยู่ตรงข้ามกับสวนสองร้อยปี คนเข้ามาซื้อของกินของใช้อย่างต่อเนื่อง บางช่วงคนเข้ามาจนล้นร้านแทบจะไม่มีที่ยืน และของที่คนนิยมเลือกซื้อจะเป็นของจำเป็นในครัวเรือน เช่น น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ขณะที่การสแกนจ่ายผ่านแอปเป๋าตัง ก็ไม่ยุ่งยากร้านค้าปลื้มขายดีกว่าเดิมเช่นเดียวกับที่ตลาดร่วมใจ เทศบาลนครพิษณุโลก จ.พิษณุโลก คนออกมาใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสกันคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้ขายของดีตั้งแต่เช้า โดยนางสาวทัศนีย์ กําโชค อายุ 65 ปี เจ้าของร้านบ้านขนมไทยกล่าวว่า วันนี้ ขายของดีมากลูกค้าใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส แทบจะทุกคนที่มาซื้อของที่ร้าน ต้องขอบคุณรัฐบาลที่นำโครงการดีๆมาให้ประชาชนได้มาจับจ่ายซื้อของ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างดี เช่นเดียวกับ นางบัวหลง จงจำ เจ้าของร้านหลงกาแฟ กล่าวว่า วันนี้ลูกค้าได้มาซื้อของที่ร้านทุกคนจ่ายเงินด้วยโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งช่วงเช้าที่ผ่านมาขายดีกว่าปกติ ลูกค้าจากรับประทานกาแฟแก้วเล็ก วันนี้สั่งแก้วใหญ่ บางรายปกติซื้อวันละ 1 แก้ว วันนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 2 แก้ว ส่วนตัวมองว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ดีกว่าโครงการคนละ 10,000 บาท ของรัฐบาลชุดเก่าที่แจกให้ประชาชนกลุ่มที่ไม่ใช้เงินไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ที่ตลาดพิมายเมืองใหม่ ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บรรยากาศการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นไปอย่างคึกคักอย่างมาก โดยเจ๊จิ๋ม เจ้าของ หจก.จงกล 1999 เปิดเผยว่าตนเองค้าขายมาที่ตลาดพิมายเมืองใหม่ มานานกว่า 40 ปีที่ผ่านมาเคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลมาโดยตลอด พบว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงและส่วนตนเชื่อว่าครั้งนี้จะเพิ่มยอดขายได้ พบว่ามีประชาชนมานั่งรอร้านเปิดตั้งแต่ตี 3 ตื่นเต้นมากที่มีลูกค้ามารอคอยเต็มหน้าร้านขอบคุณ รบ.ทำให้หากินคล่องไม่ต่างจากที่ร้านค้าและร้านของชำหน้าโรงพยาบาล ห้วยราช อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส และรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีประชาชนและผู้สูงอายุทยอยมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าจำพวกอาหารสด อาหารแห้ง และเครื่องอุปโภค- บริโภค อาทิ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำปลา น้ำตาลทราย และผัก เป็นต้น เพื่อนำไปประกอบอาหารและใช้ในครัวเรือนกันอย่างคึกคัก พอๆกับที่ตลาดจอมพล ถนนกสิกรทุ่งสร้าง เขตเทศบาลนครขอนแก่น บรรยากาศโดยรวมคึกคักขึ้นจริง แม้ประชาชนยังออกมาใช้จ่ายไม่มากนัก เนื่องจากเป็นวันหยุด แต่ภาพรวมการซื้อขายถือว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มโครงการ โดยนางรวีวรรณ ทีทา อายุ 63 ปี แม่ค้าในตลาดจอมพลกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าระบบการใช้งานยังไม่พบปัญหาติดขัด ส่วนตัวคาดหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้ดีขึ้น ขอบคุณรัฐบาลที่ช่วยให้ร้านค้าและประชาชนมีรายได้ ทำมาหากินได้คล่องตัวขึ้น“เป๋าตัง—ถุงเงิน” ลื่นไหลดีขณะที่บริเวณร้านค้าขายส้มตำไก่ย่างของพี่ศักดิ์สิทธิ์ ย่านตลาดคลองสองลำลูกกา จ.ปทุมธานี มีประชาชนเดินทางออกมาใช้จ่ายโครงการของรัฐบาล ไทยช่วยไทยพลัสกันอย่างคึกคัก ซึ่งประชาชนออกมาสแกนจ่ายตามจำนวนเงินที่ได้รับ โดยนายศักดิ์สิทธิ์ รักษาการ อายุ 49 ปี กล่าวว่า ปกติประชาชนยังคงเดินทางมาใช้จ่ายกันเรื่อยๆ แต่ยังไม่ถึงกับดีมาก ส่วนระบบการใช้จ่ายในแอปถุงเงินกับแอปเป๋าตัง ยังถือว่าไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่าโครงการนี้จะช่วยคนรากหญ้า และมีลูกค้าเข้ามาซื้อของกันเยอะขึ้น เช่นเดียวกับป้าวีณา อายุ 66 ปี แม่ค้าร้านขนมไทย ที่ตลาดนานาเจริญ กล่าวว่าส่วนตัวคิดว่าไม่เหมือนกับคนละครึ่ง ส่วนของลูกค้าก็บอกว่าระบบไหลลื่นดีไม่มีติดขัด และที่ร้านเฮงเฮงหมูสะเต๊ะ ขนุนแกะ มีประชาชนเข้ามาซื้อของ และสแกนจ่ายไทยช่วยไทยพลัสกันอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าของร้านกล่าวว่า วันแรกกระแสตอบรับดีมาก ระบบไม่มีติดขัดอะไรเลย อยากให้มีโครงการนี้อยู่เรื่อยๆจะได้ช่วยลดค่าครองชีพ อย่างน้อยก็มีค่ากับข้าววันละ 200 บาทคนค้าขายให้การตอบรับดีขณะที่ตลาดแม่กลอง และตลาดร่มหุบ จังหวัดสมุทรสงคราม แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยนางกนกพร เกตุรามฤทธิ์ (เจ๊ม่วย) แม่ค้าขายกุยช่าย และหมั่นโถ บอกว่า ตั้งแต่เช้า ลูกค้าเริ่มมาสแกนใช้สิทธิ์แล้ว กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าโดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่มีประชาชน ออกมาจับจ่ายหลังเลิกงาน หลายร้านมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นมากขึ้น ส่วนนางนพวรรณ วรรณยิ่ง แม่ค้าขายอาหารทะเลในตลาดแม่กลอง บอกว่า ตอนนี้ลูกค้าทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มาซื้อกุ้งซื้ออาหารทะเลเอาไปทำอาหาร ในมุมมองของแม่ค้าถือว่าดี รายได้เพิ่มขึ้น รัฐบาลมีโครงการแบบนี้บ่อยๆก็ดียอดขายเพิ่มขึ้นวันแรกช็อปกระจายพุ่งกว่า 1 พัน ลบ.จากนั้น ในช่วงเย็น ผู้สื่อข่าวรายงานถึงยอดการใช้จ่ายไทยช่วยไทย พลัส 60/40 วันแรก (1 มิ.ย. 2569) ตั้งแต่เวลา 06.00-17.00 น.ว่า ยังเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมีการใช้จ่ายรวมพุ่งไปถึง 1,084.43 ล้านบาท แบ่งเป็นรัฐร่วมจ่าย 629.65 ล้านบาท ประชาชนจ่าย 454.78 ล้านบาท จากประชาชนที่มาใช้สิทธิ 5 ล้านคน ขณะที่ร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและมีการใช้จ่ายแล้ว 474,257 ราย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน หรือใช้จ่ายครบ 200 บาทในส่วนเงินสมทบจากรัฐบาล ไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2569อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่