หนังสือชื่อแปลกตาผม “คัมภีร์ฮ่องเต้” (อู๋จิง เขียน อธิคม สวัสดิญาณ แปล ดอกหญ้า พิมพ์ พ.ศ.2540) เล่มนี้ผมซื้อเอง แต่ไม่ได้หยิบอ่านนาน เพราะต่อมาได้เล่มชื่อ “เจินกวนเจิ้งเย่า” ยอดกุศโลบายจีน เต๋าประยุกต์ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2552 ที่คุณสุรจิต ชิรเวทย์ กัลยาณมิตร ฝากมาให้เปิดอ่านเนื้อใน เจอหัวข้อสะดุดใจ ขุนนางอยากทัดทาน แต่เกรงกลัวความตาย เจินกวนศกปีที่ 15 (ค.ศ.641) ถางไท่จงฮ่องเต้ตรัสถามเว่ยเจิง (เสนาบดีฝ่ายคัดค้าน) ว่า“พักนี้ ข้าราชสำนักไม่วิจารณ์งานราชการแผ่นดินอีกแล้ว เพราะเหตุใด?”เว่ยเจิงกราบทูลว่า “ฝ่าบาททรงน้อมใจรับฟังความเห็นตลอดมา อันที่จริงควรจะมีคนกล้าถวายคำทัดทานจึงจะถูก อย่างไรก็ตาม คนสมัยโบราณกล่าวไว้ว่า หากทัดทานโดยที่ยังไม่เป็นที่ไว้วางพระทัย จะถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากเป็นที่ไว้วางพระทัย แล้วยังไม่กล้าทัดทาน ก็เท่ากับรักหวงตำแหน่งจนไม่กล้าทำอะไรแต่นิสัยใจคอของคนเราแตกต่างกัน คนที่นิสัยอ่อนแอแม้จะซื่อตรง ก็ไร้ความกล้าที่จะทัดทานคนที่ถูกทอดทิ้งเหินห่าง ก็เกรงใจว่าไม่เป็นที่ไว้วางพระทัยแล้ว จึงไม่กล้าทัดทานส่วนคนที่คำนึงแต่ฐานะยศศักดิ์ ก็เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีกับตน จึงไม่ยอมทัดทานทุกคนต่างก็นิ่งเงียบ ปล่อยตัวลู่ตามลม”ถางไท่จงตรัสว่า “ดูแล้วเหตุการณ์คงเป็นอย่างที่ท่านกล่าวมา ข้าคิดเสมอว่าขุนนางอยากจะทัดทาน แต่กลัวจะชักนำภัยถึงชีวิตแก่ตัว มันไม่แตกต่างกับการกระโดดลงกระทะน้ำร้อน ฝ่าคมดาบ หรือเดินไปสู่ลานประหารเพราะฉะนั้น ขุนนางที่ซื่อตรงบริสุทธิ์ใจ มิใช่ไม่คิดภักดีต่อจักรพรรดิอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่เป็นเพราะการภักดีอย่างสุดใจนั้นเป็นเรื่องยากยิ่งด้วยเหตุนี้ เมธีกษัตริย์ต้าหวี่ (ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เซี่ย) ได้ยินใครวิจารณ์พระองค์ จึงก้มลงกราบใครผู้นั้นข้าเปิดใจกว้าง รับฟังความเห็นและคำทัดทานเสมอมาขอให้ท่านทั้งหลายออกความเห็นอย่างเต็มที่ อย่าได้เกรงกลัวภัยคุกคามเลย” หัวข้อต่อเนื่อง ตัดสินใจตามลำพัง จะดีที่สุดละหรือ?เจินกวนศกปีที่ 16 (ค.ศ.642) ถางไท่จงฮ่องเต้ตรัสแก่ฝางเสวียนหลิงว่า“คำว่า “ผู้ตื่นคือผู้รู้แจ้ง” นี้ ช่างปฏิบัติยากเย็นโดยแท้ ดังเช่นนักบุ๋นที่เขียนบทความ หรือช่างศิลป์ที่สร้างศิลปกรรม มักคุยโวโอ้อวดว่า ฝีมือตนเองเป็นเอกในพิภพ ไม่มีใครเทียบได้ ถ้าให้นักบุ๋นหรือช่างศิลป์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมาวิพากษ์วิจารณ์บทความและศิลปกรรมของพวกเขาแล้วถ้อยคำที่เยิ่นเย้อไม่สละสลวยในบทความและกากศิลปกรรมของพวกเขาก็จะถูกชี้ออกมาจนหมดสิ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน จักรพรรดิจึงต้องมีขุนนางที่กล้าวิจารณ์ และถวายคำทัดทาน คอยชี้ข้อบกพร่องผิดพลาดในพระองค์ข้าต้องแก้ปัญหาราชกิจมากมายในแต่ละวัน หากตัดสินพระทัยตามลำพัง แม้จะทุ่มเทสติปัญญาจนหมดสิ้น ก็ไม่อาจจัดการปัญหาทุกอย่างให้ดีที่สุดข้าคิดถึงเว่ยเจิง (เสนาบดีฝ่ายคัดค้าน) เสมอ เพราะเขาจะเสนอความเห็น หรือทัดทานเพื่อแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องทันทีที่พบเห็น เขาพูดถูกเสมอดุจเดียวกับคันฉ่องสะท้อนให้เห็นโฉมหน้าจริงแท้ สวยหรือไม่ ย่อมปรากฏชัด”ผมลองทบทวน ปี พ.ศ.ที่เมธีกษัตริย์ต้าหวี่ก้มกราบคนผู้วิจารณ์พระองค์ เกิดขึ้นราวสี่พันปีที่แล้ว ส่วนปีที่กษัตริย์ถางไท่จง ทรงชื่นชมและเชื่อคำถวายทัดทานของเสนาบดีฝ่ายคัดค้าน ก็เมื่อพันสามร้อยปีที่แล้ว เรื่องแบบนี้สมัยนี้ไม่มีแล้ว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม