การเยือนฝรั่งเศสของรัฐบาลอนุทิน ระหว่างวันที่ 21-26 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นทริปต่างประเทศ 5 วันที่มีกำหนดการแน่นเอี้ยด จนรองนายกฯ รมว.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งพักผ่อนน้อยมากตั้งแต่รับหน้าที่ เริ่มออกอาการไม่สบาย เสียงเริ่มแหบ ต้องอัดยาเต็มที่แต่เคียงบ่าไหล่คณะอย่างเต็มที่ ส่วนหัวหน้าคณะ อนุทิน โชว์ “พลังซุปเปอร์หนู” เพราะไม่มีวี่แววจะล้า มีสภาพหมดแรงแบบคณะ ที่ตาลอยไปหลายคน—พอกลับถึงเมืองไทยตี 5 ก็พักนิดหน่อย แล้วออกไปทำภารกิจต่อ เพราะเป็นที่รู้กันว่า นายกฯหนู ทำงานไม่มีวันหยุด นอกจากกำหนดการใน working visit ซึ่งได้พบกับภาครัฐ เอกชนชั้นนำในปารีส อาทิ กลุ่ม Airbus UNESCO และมีการหารือด้าน FTA IEA ฯลฯ เพื่อเจรจา นำเสนอ และตกลงความร่วมมือในการลงทุนกับอุตสาหกรรมต่างๆร่วมกันกับ อาทิ กลุ่มยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี AI ดาต้า รวมทั้งการกระชับความสัมพันธ์กันแล้ว ก่อนคณะรัฐบาลไทยจะเดินทางกลับ ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ได้จัดงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ ที่ทำเนียบประธานาธิบดี (Elysee Palace) ซึ่งเป็นการต้อนรับระดับพรมแดง โดยมีทหารกองเกียรติยศในเครื่องแบบโบราณตั้งแถวต้อนรับ แต่เมื่อไปถึงก็สร้างความแปลกใจให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพราะจากที่เตรียมการรับรองคณะไทยไว้ 10 คน เพราะทุกครั้งที่จัดงานเลี้ยงที่ ปาเล่ต์ เอลิเซ่ ซึ่งเป็นทำเนียบประธานาธิบดีที่โก้สุดๆ ระดับเดียวกับการจัดเลี้ยงที่พระราชวังแวร์ซายน์หรือ Louvre จะเป็นงานที่วีวีไอพีตื่นเต้นที่จะได้ไปเยือนทำเนียบผู้นำระดับโลก แต่คณะนายกฯไทยมีเพียงนายกฯกับรองนายกฯหลักเพียง 2 คนคือ รองเอกนิติกับรองเชน–ยศชนัน เพราะอยากให้เป็นดินเนอร์ทางการทูต ที่ได้คุยหารือเรื่องสำคัญไปด้วย มากกว่าอยากไปกินหรู จึงกลายเป็นเจ้าภาพ 7 คน แขก 3 คน บรรยากาศงานเลี้ยงรับรองเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดย นายกฯหนู ได้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบในการพูดคุยตอบโต้กับระดับผู้นำของฝรั่งเศส ชนิด “อย่าหวังว่าจะต้อนไทยเข้ามุมได้” เพราะตอนคุยถึงเรื่องปัญหากัมพูชา ซึ่งผู้นำกองทัพของฝรั่งเศสที่รับข้อมูล รับข่าวมาจากบางสื่อ ก็ได้เปิดหูเปิดตารับเรื่องจริง เมื่อ นายกฯหนู เปิดรูปในมือถือให้ผู้นำกองทัพดูชัดๆว่าตนเองไปถึงพื้นที่ไปยืนอยู่กลางดงระเบิด เห็นกับตา และถ่ายรูปมาให้เห็นเลยว่าเป็นระเบิดที่ทำใหม่ไว้ถล่มไทย ไม่ใช่ระเบิดเก่า ที่บางสื่อ (ซึ่งไม่เคยไปพื้นที่ และเชื่อตามที่กัมพูชาอ้าง แล้วเสนอข่าวผิดๆ) โดย นายกฯหนู แหวกจอมือถือ ขยายรูปให้ทางฝรั่งเศสดูชัดๆว่าชิ้นส่วนและวัสดุต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ ทำจากโพลียูรีเทน หรือท่อแป๊บสีฟ้าที่เห็นอยู่นี้ เมื่อสมัย 50 ปีก่อน โลกนี้ยังไม่มีใช้ จึงยืนยันนอนยันได้ว่าที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นระเบิดเก่า ไม่ใช่เรื่องจริง ใหม่ล้วนๆ—และพอ ประธานาธิบดีมาครง ถามว่าไทยอยากจะคุยกับ ฮุน เซน ไหม ฝรั่งเศสยินดีจะประสานให้ นายกฯหนู ก็ตอบอย่างไว No Non Merci และบอกว่า “ขืนคุย มีหวังไอโดนคนไทยเอาตายแน่” ทำให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสขำ หัวเราะลั่น อย่างเข้าใจ แต่ก็เอากระดาษแผ่นเล็กๆมาใส่มือ นายกฯหนู บอกว่า นี่เป็นเบอร์ส่วนตัวไอ ยูโทร.มาเมื่อไหร่ก็ได้ นอกจากจะแฮปปี้ สนุก กับการพูดคุยในงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ ที่ถูกนายกฯไทยสร้างบรรยากาศจนไม่ค่อยเป็นทางการ เป็นที่ประทับใจของฝ่ายปารีสไปแล้ว ทางทำเนียบเอลิเซ่ ซึ่งจัดเลี้ยงในแกรนด์ บอลรูมสีทอง Salle des Fetes ที่ตกแต่งแบบราชสำนักยุคคลาสสิก ก็ทำให้คณะนายกฯไทยประทับใจกับการเลี้ยง ที่ใช้ชุดอาหารเครื่องเงินระดับ Sterling silver ซึ่งใช้เฉพาะงานสำคัญ เพื่อแสดงภาพลักษณ์ฝรั่งเศส ที่ภาคภูมิใจว่าเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม ศิลปะและอารยธรรมของยุโรป มาใช้ในดินเนอร์ ซึ่งเป็นเครื่องเงินสเตอร์ลิงแท้ hand made มีตราสาธารณรัฐฝรั่งเศส แบรนด์ Christofle ที่ทำเนียบเอลิเซ่มักใช้ในงานเลี้ยงสำคัญ เพราะเป็นเครื่องเงินคุณภาพพรีเมียม เป็นเงางามที่นุ่มหรูคลาสสิก และเป็นเกรดพรีเมียม กว่าเครื่องเงินแบบ sterling-plated (ซึ่งก็แพงมากแล้ว) ว่ากันว่าในงานจัดเลี้ยง fine dining สำคัญๆ ค่าเครื่องเงินที่ใช้ในการ “กิน” อาทิ ส้อมอาหาร มีดอาหาร มีดสำหรับปลา ช้อนซุป ช้อนกาแฟ ช้อนของหวาน มีดสำหรับเนย ส้อมสำหรับออยสเตอร์ ฯลฯ ราคาเป็นล้านต่อ 1 คน ส่วนการเสิร์ฟก็เป๊ะแบบในหนังพีเรียด เพราะพนักงานถือถาดเงินขนาดใหญ่หนักแอ้ก ใส่อาหารที่เป็น Entree-อองเทร่ ออกมา เข้าเสิร์ฟแขกทุกคนพร้อมกัน โดยเข้าเสิร์ฟซ้าย เก็บจานเข้าทางขวาอย่างเป็นจังหวะ และเปลี่ยนอุปกรณ์การกินดื่มทุกครั้งที่เปลี่ยนคอร์ส—และที่นายกฯหนูบอกใครๆว่าช่วยกู้หน้านายกฯไทยได้มาก คือ ดร.เชน แห่งกระทรวง อว. ซึ่งสามารถคุยเรื่องควอนตัม เอไอ ไฮเทค กับ ประธานาธิบดีมาครง ได้อย่างรอบรู้จริง ทำให้ทางฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นชาติยืนหนึ่งด้านเทคโนโลยี ต้องทึ่งกับความโปรฯของฝ่ายไทยเหมือนกัน ขอบอก."โสมชบา"คลิกอ่านคอลัมน์ "ของว่างวันอาทิตย์" เพิ่มเติม