เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” โดย “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” เสด็จฯไปทรงเปิดอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยมี “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล”, “เจ้าสัววิเชียร เตชะไพบูลย์”, “วิชิต ชินวงศ์วรกุล” พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด เรื่องราวของ “หลวงปู่ไต้ฮง” เป็นมากกว่าเรื่องเล่าของพระภิกษุผู้เปี่ยมเมตตา แต่ยังเป็นแบบอย่างของคุณธรรมที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตของผู้คนทุกยุคทุกสมัย พลังศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อ “หลวงปู่ไต้ฮง” เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นพลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการสร้าง “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” เพื่อรองรับประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาสักการบูชา “ไต้ฮงกง” ตลอดจนรองรับการจัดกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง การจะเข้าชม “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” ให้ได้อรรถรส ควรเข้าใจหลักคุณธรรมของ “ไต้ฮงกง” แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี แต่ทำไมคุณธรรมเหล่านี้ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์ “หลวงปู่ไต้ฮง” ยึดถือ 3 คุณธรรมคือ “การเสียสละ...อุทิศตนเพื่อผู้อื่น” ทั้งในยามเจ็บป่วยและยามทุกข์ยาก โดยไม่ยึดติดกับความสะดวกสบายของตนเอง ยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าตนเอง, “ความเมตตา...การมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น” ท่านเลือกยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้คนโดยไม่ลังเล สะท้อนว่าความเมตตาไม่ใช่เพียงความรู้สึก แต่คือการลงมือทำ เพื่อให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และ “การเคารพในคุณค่าของชีวิต” ท่านช่วยชีวิตทั้งคนเป็นและคนตาย โดยไม่แบ่งแยกชนชั้นฐานะ ด้วยพลังศรัทธาแรงกล้าของศิษยานุศิษย์และสาธุชนชาวไทยเชื้อสายจีน “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” ถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบศิลปะสถาปัตยกรรมจีนโบราณ สกุลช่างแต้จิ๋ว โดยทีมงานสถาปนิกและวิศวกร บริษัท เกษมดีซาย์นแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด และทีมที่ปรึกษาด้านศิลปะสถาปัตยกรรมจีน สำนักงานออกแบบสถาปัตยกรรมโบราณ เทียนอี้ ประเทศจีน ภายในโครงการประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วนคือ “พื้นที่ด้านหน้า” ได้แก่ ซุ้มประตูใหญ่ กับสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (ร.9) และ “พื้นที่ศาลเจ้า” ประกอบด้วย อาคารสองหลังรวมพื้นที่ 11,588.120 ตารางเมตร การวางทิศทางของอาคารทั้งหมดหันหน้าไปทิศตะวันออก สู่ถนนเจริญราษฎร์ เพื่อให้รับกับเส้นทางสัญจรหลักด้านหน้าโครงการ โดย “อาคารศาลเจ้า” เป็นอาคารประธาน มีความสูงมากที่สุด ขนาบด้วยอาคารบริวารสองข้างที่มีความสูงลดหลั่นกันสองระดับ เป็นลักษณะหลังพิงภูเขาตามแนวคิดจีนโบราณ การวางผังอาคารใช้รูปแบบอาคารล้อมลานสามด้าน “ซานเหอย่วน” ด้านหน้าขนาดใหญ่ ส่วนด้านในสุดของลานจะเป็นกำแพงกั้นพลัง “เจ้าปี้” กลางพื้นที่ลานด้านหน้าเป็น “ซุ้มประตู” เข้าศาลเจ้า ด้านข้างเป็นกำแพงแบ่งเขตเข้าสู่ศาลเจ้า ตามแบบแผนผังของจีนโบราณ สำรวจกันตั้งแต่ “พื้นที่ด้านหน้า” โดยเริ่มจาก “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (ร.9)” โดดเด่นด้วยกำแพงพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ความกว้าง 6.98 เมตร ลึก 1.47 เมตร สูง 4.19 เมตร เป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กประดับตกแต่งด้วยภาพแกะสลักแบบนูนต่ำจากหินหยกขาว “ฮั่นไปอวี้” โดยศิลปินประติมากรรมหินแกะสลักของประเทศจีน แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงกลางเป็นภาพแกะสลักพระบรม ฉายาลักษณ์ขณะทรงงาน เสด็จเยี่ยมพสกนิกร มีพระเสโทไหล เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้พบเห็น, ด้านซ้ายเป็นภาพแกะสลักพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2522 ขณะเสด็จฯทรงเปิดตึกอาคาร 22 ชั้น โรงพยาบาลหัวเฉียว ถนนบำรุงเมือง และด้านขวาเป็นภาพแกะสลักพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2537 ขณะเสด็จฯทรงเปิดมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติฯ กลางลานพื้นที่ด้านหน้ายังดึงดูดสายตาด้วย “ฮวงไซเอี๊ย” เทพสิงโตต้านลม ขนาดสูง 3 เมตร สร้างในท่ายืน ขาข้างหนึ่งถือกระบี่ ขาอีกข้างถือธงคำสั่ง เชื่อว่ามีอำนาจต้านทานกระแสลมพายุ และพลังอัปมงคล ใกล้กันมีการจัดวาง “กระถางกำยานหินแกะสลัก” ขนาดสูง 5 เมตร ก่อนเข้าไปยังอาคารศาลเจ้าจะต้องผ่าน “ซุ้มประตูใหญ่” ขนาดกว้าง 13.73 เมตร และสูง 13.15 เมตร ประดับด้วยหินแกรนิตแกะสลักแบบสามช่องประตู หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบจีน สันหลังคาประดับด้วยศิลปะจีน เสาทุกต้นออกแบบเป็นมังกรพันเสา รอบมังกรมีรูปพระอรหันต์ 18 องค์ ฐานเสาเป็นลวดลายมงคลแปดและสัตว์สิริมงคล ส่วนตรงกลางเป็นคู่สิงโตหินแกะสลัก หน้าอาคารสำคัญตามประเพณีจีนต้องมี “เจ้าปี้” กำแพงสะท้อนพลัง ทำหน้าที่ป้องกันพลังอัปมงคลเข้าสู่อาคาร กำแพงสะท้อนพลังของศาลเจ้าแห่งนี้มีหลังคามุงกระเบื้องจีน ด้านหน้าประดับด้วยภาพแกะสลักเป็นตรามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แวดล้อมด้วยอักษรฮก แปลว่าโชคดีมีสุข ด้านหลังแกะสลักเป็นกิเลนขนาดใหญ่ แวดล้อมด้วยสัญลักษณ์มงคลแปด ยังมีภาพแกะสลักนกกระเรียนสื่อถึงอายุยืนยาว และภาพกวางดาวคือเจริญด้วยลาภยศ ผนังทางลาดด้านทิศเหนือและทิศใต้ตกแต่งด้วยภาพประติมากรรมหินแกรนิตแกะสลักเป็นภาพสิงโตมงคล 9 ตัว และช้างมงคล 9 ตัว นอกจากนี้ยังมี “ซุ้มประตู ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์” เชิดชูความเสียสละของอดีตประธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ “เสาทีกง” เสาบูชาเทพยดาฟ้าดิน ตรงข้ามเป็นเตาเผากระดาษ “เจดีย์แปดเหลี่ยม” ส่วน “ศาลาโถงสักการะ” ตกแต่งด้วยเสามังกรหินแกรนิตแกะสลักเป็นมังกรพันเสาและรูปเซียนทั้งแปด ด้านหน้ามีสิงโตหินแกรนิตคู่ใหญ่คอยปกปักรักษาศาลเจ้า เมื่อเดินเข้าสู่ “ภายในอาคารศาลเจ้า” เรืองรองไปด้วยสีเหลืองทองขององค์จักรพรรดิ กึ่งกลางหลังคาประดิษฐานตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ตกแต่งด้วยมังกรคู่ ตัวแทนพสกนิกรที่ร่วมใจแสดงความจงรักภักดี พร้อมภาพประติกรรมต่างๆจากเรื่องแปดเซียนขี่สัตว์, เทพธิดาหมากูอวยพรวันเกิด และโซ่วปี่หนานซาน อายุยืนดังภูเขา นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งตามแบบศิลปกรรมพระราชวังจีนด้วยเสาสีแดง และคานโครงสร้างภายนอกภายในประดับลวดลายมังกรห้าเล็บ และสัตว์สิริมงคลต่างๆ เช่น มังกร, หงส์, สิงโต, ม้าทะเล, ม้าสวรรค์ และกิเลน รอบอาคารรองรับเพดานหลังคาประกอบด้วยเสาแบบจีนขนาดใหญ่สีแดง กลางอาคารเป็นเสาสีทอง 16 ต้น ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นนูนต่ำเป็นภาพมังกรคู่ดั้นเมฆปิดทองคำเปลวชนิดเดียวกับที่ใช้ในพระราชวังโบราณปักกิ่ง ขณะที่ฝ้าเพดานออกแบบเป็นตารางตามอย่างราชวงศ์หมิง-ชิง ประดับลวดลายมังกร กลางเพดานเป็นโดมเว้าซ้อน 2-3 ชั้น ทำด้วยไม้การบูร มาถึงไฮไลต์สำคัญคือ การเข้ากราบสักการะ “องค์ไต้ฮงกงหยกขาว” ประดิษฐานบนซุ้มแท่นบูชากลาง อลังการด้วยความสูงกว่า 5.10 เมตร น้ำหนักรวม 51.50 ตัน สร้างจากหินหยกขาวแกะสลักรวม 3 ชิ้น ประกอบด้วยองค์หลวงปู่, ฐานบัว และฐานสี่เหลี่ยม ส่วนซุ้มแท่นบูชาด้านขวาเป็นที่ประดิษฐานของ “พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนอิม)” และด้านซ้ายคือ “พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั่งอ้วง)” สร้างด้วยหินหยกขาวแกะสลัก แต่ละองค์มีความสูง 3.365 เมตร น้ำหนัก 16.50 ตัน ภายในศาลเจ้าด้านทิศเหนือและทิศใต้ยังประดิษฐานเทพเจ้าสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นตั่วเหล่าเอี๊ย, บุ่งเชียงตี่กุง, มาโจ้ว, เสี่ยอึ่งกง, กวงเสี่ยตี่กุง, ไฉ่ซิ้งเอี้ย, ไท่ส่วยเอี๊ย และโทวตี่กง อีกหนึ่งไฮไลต์รวมถึงภาพจิตรกรรมหินหยกขาวแกะสลัก 35 เรื่องราวพุทธประวัติ ที่ประดับบริเวณผนังส่วนบนโดยรอบภายในศาลเจ้าเพื่อเชิดชู “หลวงปู่ไต้ฮง” ผนังระเบียงด้านหลังของอาคารศาลเจ้ายังตกแต่งด้วย “ภาพจิตรกรรมหินแกรนิตแกะสลักประวัติพระมหาเถระผู้ให้กำเนิดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” รวม 11 ภาพ แต่ละภาพสูงจากพื้น 4.88 เมตร กว้าง 3.50-6.57 เมตร ไล่ตั้งแต่ยุคแสวงหาชื่อเสียง, สละตำแหน่งออกบวช, จาริกในถิ่นต่างๆ, อธิษฐานเพื่อประชาชน, รักษาโรคแจกยา, ใช้ร่มเป็นเรือข้ามแม่น้ำ, รับบริจาคสร้างสะพาน, สู่ฮกเกี้ยนเตรียมวัสดุ, สร้างสะพานใหญ่ ไปจนถึงงานสำเร็จมรณภาพ และคุณธรรมแพร่สู่สยามย้อนประวัติ “หลวงปู่ไต้ฮง” เกิดที่เมืองอุงจิว มณฑลจิกัง ในสมัยราชวงศ์ซ่ง มาจากตระกูลลิ้ม เดิมชื่อ “เหล่งงัก” สอบได้เป็นบัณฑิตระดับจิ้นซือ (บัณฑิตชั้นเอก) เข้ารับราชการเป็นนายอำเภอ เมื่ออายุ 54 ปี ต่อมาเกิดเบื่อหน่ายชีวิตราชการ จึงลาออกและบวชเป็นพระภิกษุ มีฉายา “ไต้ฮง” แปลว่ายอดเขาสูงใหญ่ ท่านปฏิบัติธรรมเผยแพร่ธรรมะเป็นเวลายาวนานในมณฑลฮกเกี้ยน เมื่ออายุ 81 ปี ธุดงค์ไปถึงอำเภอเตี้ยเอี้ย เมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง จำพรรษาที่อารามเล่งจั๊วโก๋วยี่ ในปักซัว ต่อมาย้ายไปที่วัดเมี่ยนอันกวน ตำบลฮั่วเพ้ง ซึ่งมักเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่งผลให้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก หลวงปู่ไต้ฮงช่วยเก็บศพไปฝังโดยไม่รังเกียจ พร้อมตั้งศาลารักษาโรคที่ริมโขดหินใหญ่ และจัดหาอาหารสิ่งของให้ผู้ยากไร้ โดยชักชวนชาวบ้านและสานุศิษย์ให้ร่วมด้วยช่วยกัน เมตตาธรรมของท่านได้ช่วยเหลือทั้งผู้มีชีวิตที่ยากไร้และผู้ตายที่ไร้ญาติ เรื่องเล่าขานที่ปลุกพลังศรัทธาอย่างแรงกล้าคือ ตอนที่ “หลวงปู่ไต้ฮง” ชักชวนชาวบ้านบริจาคกำลังกายกำลังทรัพย์ลงมือสร้างสะพานฮั่วเพ้ง เพื่อให้ผู้คนได้ข้ามแม่น้ำเหลี่ยงกัง ซึ่งมีสายน้ำเชี่ยวตลอดปี จนเกิดเรือล่มและคนจมน้ำตายเสมอ ท่านอาสาจัดหาหินอย่างดีจากฮกเกี้ยนมาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่กว่า 300 วา ด้วยความตรากตรำหนัก ระหว่างการก่อสร้าง ท่านได้มรณภาพลงในปี ค.ศ.1670 สิริรวมอายุ 88 ปี ศิษยานุศิษย์ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสืบทอดเจตนารมณ์ จนการก่อสร้างสะพานแล้วเสร็จสมบูรณ์ชื่อเสียงของ “หลวงปู่ไต้ฮง” สร้างความเลื่อมใสอย่างมากให้ชาวจีนแต้จิ๋ว และเป็นที่มาของการให้กำเนิด “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ในปัจจุบัน เพื่อให้เป็นที่พึ่งของทุกคน.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม