ชะลอจังหวะ ไม่บุ่มบ่ามลุยไฟที่กำลังลุกโชน คิวสภาผู้แทนราษฎรเบรกตัวโก่ง ไม่นำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ เพื่ออนุมัติให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ดึงจังหวะ รอฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้านสดๆร้อนๆ เข้าชื่อ 135 สส. ส่งให้ตีความการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วน เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ตามคำครหาเนื้อหาร่าง พ.ร.ก.ยัดไส้การปรับโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท ที่สามารถนำไปพิจารณาอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้ แต่นำมาเหมารวมอยู่ในก้อนเดียวกับเงินกู้ 4 แสนล้านบาทซิกแซ็กผูกไปกับเงินเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาท ที่จะนำไปแจกให้คนไทยกว่า 30 ล้านคน ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อแก้ปัญหาปากท้องเฉพาะหน้าจากผลพวงวิกฤติพลังงานโลกโดนฝ่ายค้านตราหน้า “ตีเช็คเปล่า” ในโครงการปรับโครงสร้างพลังงานที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ซ่อนเร้นงบประมาณที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนถูกตั้งคำถามตัวโตๆ การตั้งท่าปรับโครงสร้างพลังงานเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด แต่กรรมวิธีที่ดำเนินการจะมีความสะอาดเพียงพอแค่ไหนคิวระแวงส่อทำขั้นตอนกดปุ่มเติมเงินเยียวยาให้ประชาชนนำไปเป็นต้นทุนช็อปปิ้งสะดุดวัดใจ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แม้ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว แต่คงไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าเบิกจ่ายใช้เงินกู้ โดยยังไม่เห็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อยต้องรอเวลา 60 วัน ให้เห็นสัญญาณไฟเขียวจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน ขืนบุ่มบ่ามลุยไฟโดยไม่ดูทิศทางลม ทั้งตัวรัฐมนตรีและข้าราชการที่ร่วมลงนามอนุมัติเบิกจ่าย อาจถูกดำเนินคดีฐานกระทำการโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เสี่ยงยกโขยงติดคุกหัวโตและจ่ายหนี้หมดตัวแนวโน้มแผนล่ม เติมเงินเยียวยาไม่ทันตามไทม์ไลน์ เดือน มิ.ย.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจค้างเติ่ง คนไทยรอเก้อ เงินเยียวยาถูกเลื่อน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อวงจรเศรษฐกิจ ทั้งประชาชน ร้านค้าที่รอพายุหมุนสร้างรายได้สะพัดจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ เสียความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเนื่องตั้งแต่ปมวิกฤติพลังงานถูกตั้งข้อสงสัยเอื้อทุนใหญ่ โครงการแลนด์บริดจ์โดนตั้งแง่เรื่องความคุ้มทุน ล่าสุดเส้นทางเงินกู้ 4 แสนล้านก็น่าห่วงเป็นโมฆะนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจติดล็อก เครื่องยนต์ขับเคลื่อนรัฐบาลติดๆดับๆเข้าทางฝ่ายค้านรุกคืบ รุมขยี้ภาพลักษณ์ “กู้มาโกย” ตอกย้ำความไร้ประสิทธิภาพการบริหารงานรัฐบาลสร้างปมหวาดระแวงไม่สิ้นสุด รวมถึงคิวล้มโต๊ะแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ กระทบความน่าเชื่อถือไปกันใหญ่ความระแวงกระจายไปทั่ว แม้กระทั่งคิวบันเทิงอย่างฟุตบอลโลกยังกลายเป็นโจทย์ร้อนรัฐบาลถูกตั้งข้อสงสัย เล็งล้วงเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) 1,300 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดูบอลโลกฟรีในภาวะคลังประเทศถังแตกต้องดิ้นหาแหล่งเงินซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ส่อไม่มีภาคเอกชนร่วมลงขัน เพราะค่าลิขสิทธิ์แพงลิบ ไม่คุ้มค่าการลงทุน อาจต้องเลี่ยงบาลีใช้เงิน กทปส.แทนการใช้งบประมาณแผ่นดิน สนองความต้องการคอบอล ฟันคะแนนนิยมเสี่ยงถูกกาหัวใช้เงินสาธารณะเพื่อผลประโยชน์การเมือง แทนที่ จะนำงบไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนที่จำเป็นมากกว่าการใช้เพื่อความบันเทิงชั่วคราวรัฐบาลเผชิญแรงปะทะทั่วสารทิศ ความน่าเชื่อถือติดลบ จะทำอะไรก็ถูกตั้งข้อสงสัยไปหมด อยู่ภายใต้แรงกดดันทั้งทางการเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจเมกะโปรเจกต์เดินหน้าไม่ได้ จะขับเคลื่อนนโยบายอะไรก็ขยับตัวลำบาก ยังไม่นับรวมเหตุปะทุชายแดนไทย-กัมพูชา เสี่ยงเดินเข้าสู่จุดเปราะบางจุดไฟสงครามรอบ 3แรงกดดันถาโถมทุกด้าน เหล่าเดอะแบกก็ชักเอาไม่อยู่ต้องเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับบิ๊กเจ้าสัว ซีอีโอธุรกิจยักษ์ใหญ่เมืองไทย หารือระดมความคิดเห็น “รัฐบาล—เอกชน” ร่วมกำหนดทิศทาง ยกเครื่องเศรษฐกิจประเทศ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดมบอสใหญ่ภาคธุรกิจ ตบเท้าร่วมเวที ใช้ภาพจับมือทุนใหญ่ ช่วยค้ำประกันเสถียรภาพรัฐบาล กู้แต้มความเชื่อมั่นขนานใหญ่แก้เกมวิกฤติหวาดระแวงล้อมกรอบต้องปลดล็อกหาทางออกโดยด่วน!!!ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม