เป็นหนึ่งในนักออกแบบไฟน์จิวเวลรีมือทองของวงการเครื่องประดับชั้นสูงที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก สำหรับ “มร.กี เบดาริดา” (Guy Bedarida) ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส-อิตาเลียน สร้างชื่อเสียงจากการเป็นหัวหน้าแผนกดีไซน์ประจำสาขานิวยอร์กของแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง “แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์” และโลดแล่นอยู่ในวงการหลายทศวรรษ ก่อนจะเข้ามาสานต่อตำนานเครื่องประดับชั้นสูงแบรนด์ “Marina B” อายุเก่าแก่กว่า 50 ปี ซึ่งก่อตั้งโดยทายาทรุ่นที่สามของตระกูลช่างทำเครื่องประดับ “Bulgari” อันโด่งดัง ล่าสุด จับมือ “วิกตอเรีย–ดร.วิราวรรณ ศรีสมบูรณานนท์” ผู้ก่อตั้ง “Jigsaws Group” นำเมซงระดับโลกอย่าง “Marina B” บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งความรุ่มรวย “ผมออกแบบเครื่องประดับมาตลอดชีวิต เคยทำงานให้แบรนด์ดังอย่าง “Boucheron” และ “Van Cleef & Arpels” เมื่อ 8 ปีที่แล้วผมโชคดีมากที่ได้ซื้อกิจการแบรนด์ “Marina B” และนำแบรนด์ในตำนานนี้กลับมาเปิดตัวอีกครั้งทั่วโลก “Marina B” เป็นแบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงที่ก่อตั้งโดย “มารินา บุลการี” (Marina Bulgari) ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลช่างทำเครื่องประดับ “Bulgari” เธอคือหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการออกแบบเครื่องประดับแห่งศตวรรษที่ 20 ในปี 1976 ด้วยความมุ่งมั่นและแรงปรารถนาที่จะสร้างเส้นทางของตนเอง เธอได้ก้าวออกจากเมซงอันเป็นสัญลักษณ์ของครอบครัว เพื่อก่อตั้งแบรนด์ “Marina B” ด้วยสไตล์อันโดดเด่น, กล้าหาญ และเหนือกาลเวลาของเธอ ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว”...ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และประธานบริษัท “Marina B” บอกเล่าถึงที่มาของตำนานเครื่องประดับชั้นสูง ในยุคนั้น “มารินา บุลการี” สร้างแรงกระเพื่อมขนาดไหนโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว “มารินา” ได้สร้างภาษาใหม่แห่งการออกแบบเพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้หญิง และเสริมสร้างพลังของผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงเฉกเช่นเดียวกับเธอที่เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง สตรีชั้นนำแห่งยุค เช่น เอลิซาเบธ เทย์เลอร์, เบตซี บลูมมิงเดล, เกรซ เคลลี, แนน เคมป์เนอร์ และโซเฟีย ลอเรน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในสายตาของสาธารณชน ล้วนหันมาเลือกใช้เครื่องประดับของ “Marina B” เพราะมีความโดดเด่นเช่นเดียวกับตัวพวกเธอ เป็นส่วนผสมที่กลมกลืนระหว่างความงามตามขนบธรรมเนียมกับความสนุกสนาน และความล้ำค่ากับความร่วมสมัย อะไรคือมาตรฐานใหม่ที่ “มารินา บุลการี” สร้างไว้ให้วงการเครื่องประดับชั้นสูงเธอเป็นผู้บุกเบิกการเจียระไนอัญมณี โดยรังสรรค์การเจียระไนแบบ “Castagna” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมซง อีกทั้งนำรูปทรงแบบดั้งเดิมมาตีความใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่แห่งความคิดสร้างสรรค์และงานฝีมือ ผลงานการออกแบบของเธอที่ดูหรูหราแต่สวมใส่ได้จริงอย่างไร้ที่ติ ได้เสริมสร้างพลังและความมั่นใจให้กับผู้หญิงในการเลือกซื้อเครื่องประดับชั้นสูง แม้วิถีชีวิตของลูกค้า “Marina B” จะมีความทันสมัยอย่างเห็นได้ชัด แต่พวกเธอก็ได้รับการปกป้องความเป็นส่วนตัวแบบขั้นสุด และได้รับความใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิด ด้วยการบริการระดับเอกซ์คลูซีฟในแบบฉบับดั้งเดิม และสั่งทำพิเศษเฉพาะบุคคล “Marina B” ครองความนิยมเหนือกาลเวลาได้อย่างไรเครื่องประดับของ “Marina B” มีความโดดเด่น, กล้าหาญ และแฝงไปด้วยความอ่อนหวานแบบสุภาพสตรี เป็นการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมและความคลาสสิกเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยการใช้สีสันที่แปลกใหม่และเปี่ยมไปด้วยพลังความมีชีวิตชีวา โดยผสมผสานอิทธิพลการออกแบบจากทั้งโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันอย่างหรูหราและมีเอก ลักษณ์ เทคนิคล้ำสมัยและไหวพริบในการเลือกใช้วัสดุที่ไม่คาดคิด มอบเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ให้กับงานออกแบบของเมซง ทำไมเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางบทใหม่ของ “Marina B”ผมเดินทางมาประเทศไทยนานกว่า 20 ปีแล้ว เพื่อซื้ออัญมณี เรามีสำนักงานที่นี่เพื่อจัดหาและเจียระไนอัญมณีใหม่ ก่อนจะส่งไปขึ้นตัวเรือนทองคำ 18 กะรัตที่อิตาลี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก ผมโชคดีมากที่ได้พบกับ “คุณวิกตอเรีย” (ดร.วิราวรรณศรีสมบูรณานนท์) ซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้ผมนำเครื่องประดับมาจัดแสดงในไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ผมจึงตัดสินใจออกแบบคอลเลกชันพิเศษชื่อ “Sole Leone” โดย “Sole” แปลว่าดวงอาทิตย์ และ “Leone” แปลว่าสิงโต เพื่ออุทิศให้ประเทศไทยที่รัก ผมพบว่า “Marina B” มีความสัมพันธ์ที่พิเศษมากกับประเทศไทย อย่างแรกคือรูปทรงซิกเนเจอร์ของ “Marina B” ดูคล้ายกับดอกบัว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า “มารินา” เคยเดินทางมาที่นี่ นอกจากนี้ ผมยังพบข้อมูลในคลังเอกสารเก่าว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” ทรงเป็นนักสะสมเครื่องประดับ “Marina B” รุ่นแรกๆ ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง อะไรทำให้ถูกชะตา “คุณวิกตอเรีย” จนอยากขยายธุรกิจในเมืองไทยไม่น่าเชื่อว่าเราสองคนจะเกิดวันเดียวกัน เป็นชาวราศีสิงห์เหมือนกัน เราเชื่อมโยงกันได้ในทันที เป็นการพบกันของสองความคิดที่หาได้ยาก ซึ่งสามารถรวมกันเป็นหนึ่งด้วยความซาบซึ้งในด้านการออกแบบ, ศิลปะ ตลอดจนรสนิยมการใช้ชีวิต และสุนทรียศาสตร์ที่ เหมือนกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราทั้งสองได้ใช้ช่วงเวลาที่มีความหมายร่วมกันในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงงานแสดงเครื่องประดับของ “Marina B” ในต่างประเทศ รวมถึงโอกาสอันน่าจดจำที่ฮ่องกง ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการพบกันในเชิงธุรกิจ ได้ผลิบานกลายเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในเวลาอันรวดเร็ว โดยสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความชื่นชมซึ่งกันและกัน, ความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจกัน เมื่อเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์นี้ ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น โดยมีรากฐานมาจากความเคารพในวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ของกันและกัน พวกเรามีความหลงใหลร่วมกันในด้านงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ ด้วยสายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกอยู่ในความจริงใจและความซื่อตรง ทำให้การสนทนาของพวกเราพัฒนาไปมากกว่าความเป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจ แต่กลายเป็นเพื่อนแท้ที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันโดยธรรมชาติ ด้วยพื้นฐานความไว้วางใจนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำหรับการทำงานร่วมกันที่มีความหมาย ทำให้จิตวิญญาณของ “Marina B” ได้พบกับบ้านใหม่ในประเทศไทย การเดินทางบทใหม่ของ “Marina B” จะน่าตื่นเต้นขนาดไหนการเดินทางบทใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ผมวางแผนกับวิกตอเรียว่าจะเปิดบูติกในกรุงเทพฯ โดยยังคงความเอกซ์คลูซีฟเอาไว้ให้มากที่สุด และจะใช้กรุงเทพฯเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่นๆในเอเชีย อะไรคือเสน่ห์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้คุณจะมีเสน่ห์ก็ต่อเมื่อคุณเป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำตามกระแส เลือกสวมใส่สิ่งต่างๆด้วยรสนิยมและความสง่างามในแบบของคุณเอง ไม่ได้แต่งตัวเพื่อใคร แต่เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ตัวเอง.ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่