“คาวบอยไบโพลาร์” ในดงกระสุนล่าสังหาร ฉากบู๊ระทึกขวัญยิ่งกว่าหนังฮอลลีวูด ทีมบอร์ดี้การ์ดกระโดดขึ้นคร่อมร่าง เอาตัวเป็นเกราะกำบังคุ้มกัน “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พร้อมกับหน่วยอารักขาถือปืนกลกรูเข้าคุ้มกันผู้นำบนเวที ลากตัวหนี “มือปืน” ที่บุกลอบยิงในงานเลี้ยงนักข่าวทำเนียบขาว ในโรงแรมหรูกลางกรุงวอชิงตันดี.ซี.ณ จุดที่สะท้อนว่า โลกใบนี้ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้นำมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกชะตา “คาวบอยไบโพลาร์” แขวนอยู่บนเป้ากระสุนปืน เกมอำนาจการเมืองโลกเล่นกันถึงล่าสังหารเอาชีวิต แต่นั่นมันคนละบริบทกับเกมอำนาจการเมืองแบบไทยๆที่ขัดแย้งรุนแรงแค่ไหน ก็ไม่ดุถึงขั้นเอาเป็นเอาตายไม่มีประวัติศาสตร์ “ล่าสังหาร” ผู้นำประเทศแบบสหรัฐอเมริกาอารมณ์ชิลๆนายกรัฐมนตรีร่อนไปได้ทุกซอกทุกมุมของเมืองไทย แบบที่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล แวบไปกินของอร่อยยามดึก แวะร้านข้าวต้ม เปิบลาบ จกส้มตำ ข้างทางได้ตลอดเวลาสดๆร้อนๆบอสใหญ่ตึกไทยฯเพิ่งควง “มาดามจ๋า” นำก๊วนรัฐมนตรีใส่ชุดไทย เสื้อลายดอก เดินเล่นน้ำเทศกาลสงกรานต์มอญพระประแดง จ.สมุทรปราการ อย่างหนุกหนานไม่ต้องผวาเสียงปืนเปรี้ยงปร้าง แค่สะท้านเสียงโห่ฮาหนีไม่พ้นอาการเกรียนของแก๊งวัยรุ่น ก๊วนหนุ่มสาวที่ดักแซวกันสนั่น พากันส่งเสียงตะโกนดังๆ แกล้งเปิดเพลง “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ต้อนรับขบวนวีไอพีกระหึ่มตลอดทางยั่วแหย่เย้ากันในที “นายกฯหนู” ได้แต่อมยิ้มแบบเขินๆแต่นี่แหละคือ “จุดเด่น” ที่แฝงอยู่ใน “ปมด้อย” ของผู้นำรัฐบาลเกรียนเซราะกราว ที่ไม่เคยหลบลี้หนีหน้า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แต้มเป็นบวก ภาพเป็นลบยังไงกล้าเผชิญกับแรงเสียดทานตรงหน้าแบบไม่กลัวเสียฟอร์มยอมโดนโห่ โดนด่าซึ่งๆหน้า นั่นสะท้อนตัวตนธรรมชาติของ “นายกฯอนุทิน” ที่ไม่หลอกตัวเอง และไม่ปล่อยให้ลูกน้อง “แหกตา เอาใจนาย”และถึงจังหวะต้องตั้งหลัก “นายกฯอนุทิน” ก็ยืนนิ่งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากกว่าจะไหลตามกระแสเรื่อยเปื่อย แบบที่ศอกกลับคำถามนักข่าว ไม่ต่อมุกสายมู “ขังส้มในกล่อง” บนห้องทำงานไร้สาระ ทำไมไม่ถามเรื่องที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองตามท้องเรื่อง สะท้อนภาพ “นายกฯอนุทิน” เกรียนบนพื้นฐานของหลักการ “รู้ลิมิต” ไม่ไหลตามขบวนหามแห่อำนาจที่ป้อยอตามสถานะผู้นำเส้นใหญ่ยังพอจะเชื่อได้ถึงการรักษาระยะ “ไม่เหิมเกริมจนคุมไม่อยู่”ในจุดที่ยังรู้ผิดรู้ชอบ อารมณ์ “นายกฯหนู” น่าจะรับรู้ถึงสถานการณ์อันตรายจากพายุ “เพลิงโหมกระหน่ำ” มองทะลุฉาก “ไฟวิกฤติศรัทธา” ที่กำลังไหม้ลามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกลายสภาพเป็น “คณะกรรมการป้องกันและปกป้องตระกูลชิดชอบ”ผลจากการ “ฟอกขาว” ยกฟ้อง “คดีอำพรางหุ้น” ของ “เสี่ยโอ๋” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตแม่บ้านใหญ่ค่ายภูมิใจไทย หักคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอุ้ม “คุณชายสาม” แห่งอาณาจักรเขากระโดง ฝ่าค่ายกลปราบมารผลก็คือ ป.ป.ช.ต้องกลายเป็นตำบลกระสุนตก ส่อโดนขุดรากถอนโคนครั้งใหญ่ สัญญาณกระแทกหนักจากวงการ “ท่านเปา” เขย่าให้ลุยรื้อขยะหมักหมม “สื่อเจาะเกราะ” ไล่บี้ข้าราชการ ป.ป.ช.ที่ตกเป็นเบี้ยล่างแก๊งการเมืองเรื่องของ “ศักดิ์สยาม” ลามเป็น “ฝีแตก” เผยให้เห็นอันตราย “มะเร็งร้าย” ที่ฝังอยู่ในขุมข่ายเขากระโดง กินรวบทั้งสภาผู้แทนราษฎร ล็อก “สว.โพยฮั้ว” ที่กุม “มดลูก” ทำคลอดองค์กรอิสระ ทั้ง ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปจนถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกระตุ้นสังคมที่อัดอั้นอยู่ในภาวะ “ความเงียบที่น่ากลัว”ฟอร์ม “ช่างกล้าซะเหลือเกิน” ทำคนไทยผวา “ระบอบเนวิน” มาแรงแซงโค้ง “ระบอบทักษิณ”ท่ามกลางกระแสนักธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่พากันยินดีตอบรับสัญญาณที่ศาลฎีกาฯรับฟ้องคคี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกลในประเด็นเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 แต่ไม่สั่งให้ 10 สส.ตัวจี๊ดค่ายส้มหยุดปฏิบัติหน้าที่ในมิติหลักนิติธรรม “ศาลฎีกา” เข้มข้อกฎหมายกว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่อิงการเมืองแต่หากมองภาพซ้อนในมุมของ “ผู้คุมกระดานอำนาจประเทศไทย” แปรรหัสสัญญาณตามท้องเรื่อง จังหวะบังเอิญเหมือนจงใจปล่อยให้ก๊วนส้มตั้งด่าน “คาน” แก๊งน้ำเงินที่กำลังลุแก่อำนาจเบรกพวกเหิม โหมใช้สิทธิโปรฯ “ตั๋วพิเศษ” หมดเร็วจนน่าใจหาย.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม