เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในระหว่างวันเสาร์ที่ 25 เมษายนไปจนถึงวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายนนี้ รัฐบาลและกรุงเทพมหานครได้ร่วมกันจัดงาน “100 ปีแห่งการสืบสานพระราชปณิธาน” เพื่อเฉลิมฉลองการมีอายุครบ 100 ปีของสวนลุมพินี...สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยที่ถือกำเนิดมาจากพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะราษฎรชาวไทยคนหนึ่งที่มีความหลังและความผูกพันอยู่กับสวนลุมพินี ซึ่งยังประทับใจไม่รู้ลืมมาจนถึงวันนี้...หัวหน้าทีมซอกแซก ขอร่วมฉลองและร่วมยินดีอย่างจริงใจ สำหรับ สวนสาธารณะแห่งแรก ของประเทศไทยที่เกิดจากพระราชปณิธานและพระวิสัยทัศน์ พระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชจักรีวงศ์ ซึ่งได้กลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ และดำเนินกิจกรรมต่างๆอีกหลายๆกิจกรรมได้ตลอดทั้งปีในปัจจุบันนี้ที่สำคัญจากข่าวและภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ล่าสุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานี้...สวนลุมพินี ได้กลายเป็น “สาธารณะสมบัติของโลก” ไปด้วยโดยพฤตินัย...เมื่อนิตยสารท่องเที่ยวโด่งดังของโลก รวมทั้งเว็บไซต์ บีบีซี ของอังกฤษต่างพากันรายงานถึง “ไดโนเสาร์น้อย” หรือ “สัตว์ครึ่งบกครึ่งนํ้า” ที่ชาวไทยเรียกว่า “ตัวเงินตัวทอง” ที่มาอยู่อาศัยในสวน ลุมพินีจำนวนมาก และได้กลายเป็นจุดสนใจของบรรดานักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนเมืองไทย พากันขอให้จัดทัวร์หรือไม่ก็เดินทางด้วยตนเองไปทักทายปราศรัย ถ่ายรูป “เช็กอิน” กับ “ตัวเงินตัวทอง” ไทยไว้เป็นที่ระลึกล่าสุดเมื่อไม่นานนี้เอง สวนลุมก็โด่งดังด้วยการจัดแสดงดนตรีในสวนวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งมักจะมีวงดนตรีวงใหญ่ระดับที่ฝรั่งเรียกว่า “ออร์เคสตรา” มาบรรเลงให้ฟังฟรีๆอยู่เสมอ...เป็นที่รํ่าลือกล่าวขวัญชื่นชมของนักท่องเที่ยวระดับมีรสนิยมทั้งหลายและล่าสุดของล่าสุดก็คือ การเต้น “แอโรบิก” ของสวนลุมพินีที่กลับมาโด่งดังอีกครั้ง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวแห่กันไปร่วมเต้นกับประชาชนชาวไทยเราจนแน่นเต็มลานวันละหลายๆร้อยคน กลายเป็นภาพ “ไวรัล” ที่โด่งดัง มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ไปทั่วโลกอยู่จนถึงนาทีนี้แต่ก่อนจะมาถึงวันนี้...ต้องกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เพราะแม้จะเป็นพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 6 แต่ก็ได้เกิดเหตุการณ์หลายๆประการทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้สวนลุมพินีต้องหันเหไปเป็น “อย่างอื่น” ที่ไม่ควรจะเป็นอยู่หลายๆ ครั้ง ก่อนจะหวนกลับมาเป็น “สวนสาธารณะ” ตามพระราชปณิธานได้ในที่สุดย้อนอดีตกลับไปสู่พุทธศักราช 2468 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงครองราชสมบัติครบ 15 ปี เสมอด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงมีพระราชดำริที่จะจัดงาน “พิพิธภัณฑ์สรรพสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ” (ตามที่เรียกขานในสมัยนั้น...ปัจจุบันก็คือ งานแสดงสินค้าหรืองาน Expo นั่นเอง) ขึ้นทรงเลือกที่ดินส่วนพระองค์บริเวณ ทุ่งศาลาแดง ที่อยู่ติดกับพื้นที่ดินของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยที่พระราชทาน ให้แก่ จุฬาฯไปก่อนหน้านั้น สำหรับการจัดงานดังกล่าว และทรงมีพระราชปณิธานไว้ว่า เมื่อเสร็จงาน “พิพิธภัณฑ์สรรพสินค้า” ซึ่งภายหลังทรงตั้งชื่อเป็นทางการว่า “งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์” แล้วให้ปรับปรุงบริเวณดังกล่าวเป็น สวนพฤกษชาติ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจต่อไปต่อมาก็มีการก่อสร้างและปรับปรุงบริเวณทุ่งศาลาแดงด้วยการขุดสระขึ้นอย่างกว้างขวาง, สร้างเกาะลอยกลางน้ำ, ตัดถนนและสร้างถาวรวัตถุ เช่น หอนาฬิกา อาคารตึกแบบกรีก ฯลฯ เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานพร้อมพระราชทานชื่อให้แก่บริเวณจัดงานว่า สวนลุมพินี ตามชื่อ อุทยานลุมพินี สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้าแต่แล้วประชาชนชาวไทยก็หัวใจสลาย ทั้งประเทศ เมื่อองค์พระผู้ให้กำเนิดสวนลุมพินีได้เสด็จสวรรคตในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 ก่อนพิธีเปิดงานเพียงเดือนเศษๆเท่านั้น...ความห่อเหี่ยวใจทำให้ “งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์” ที่มีกำหนดเปิดในวันที่ 1 มกราคม ต้องล่มสลายลงไปไม่มีโอกาสได้เปิดอีกเลยจากนั้นสวนลุมพินีก็ถูกทิ้งให้กลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า และเชื่อหรือไม่ว่าอีกเพียง 1 ปีเศษๆให้หลัง คือ พ.ศ.2470 สวนลุมพินีก็ได้กลายเป็นที่ “ทิ้งขยะ” แห่งใหม่ของนครหลวงของประเทศไทยในห้วงเวลาดังกล่าว กรมนคราทรต่อมาเรียกว่ากรมโยธาเทศบาลเป็นผู้ควบคุมดูแลรักษาความสะอาดของนครหลวงได้ขนขยะที่เก็บจากอาคารสถานที่ตลอดจนโรงงานต่างๆในพระนครไปทิ้งไว้ ณ “สระนํ้า” ของสวนลุมพินีวันแล้ววันเล่า จนขยะกองโตขึ้นเรื่อยๆ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง รวมทั้งชาวต่างประเทศกลุ่มใหญ่ที่มาตั้งสโมสรกีฬา ณ สนามแข่งม้า...ในบริเวณดังกล่าวด้วย...จนถูกร้องเรียนหลายครั้งนับว่าเป็นความโชคร้ายของทุ่งศาลาแดงที่ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “สวนลุมพินี” แห่งนี้จริงๆ--นอกจากไม่มีโอกาสที่จะได้เป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้า หรืองาน Expo แห่งแรกของประเทศไทยแล้วยังต้องกลายมาเป็นสถานที่ทิ้งขยะเสียอีกด้วยอนาคต และ ชะตากรรม ของสวนลุมพินี หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร? ยังต้องเผชิญกับ เส้นทางวิบาก อะไรอีกบ้าง? และสามารถ ฟื้นตัว กลับมาเป็น สวนสาธารณะ โด่งดังระดับโลกได้อย่างไร? รวมทั้งเพราะเหตุใด หัวหน้าทีมซอกแซก จึงเกริ่นว่าตนเองมี ความรักความผูกพัน กับสวนลุมอย่างลึกซึ้ง?โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้านะครับ!ซูมคลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม