วิทยาลัยการทัพเรือ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กวันก่อนถึง “กับดักช่องแคบและความเปราะบางของเส้นเลือดใหญ่โลก” ว่า วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ และ ช่องแคบ Bab al–Mandab ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ระบบการค้าโลกที่พึ่งพา “จุดคอขวด” (Choke Points) เพียงไม่กี่แห่งนั้นเปราะบางเพียงใด และพูดถึง “ช่องแคบมะละกา” เส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเข้ากับโลกว่า ก็ตกอยู่ในภาวะที่จีนเรียกว่า “Malacca Dilemma” (ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของช่องแคบมะละกา) มหาอำนาจอื่นอย่าง อินเดีย สหรัฐฯ ต่างจ้องมองด้วยความระแวงระไว เป็นแรงที่กำลังกดดันลงมาสู่คาบสมุทรมาลายูและนี่คือ โอกาสของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวแปรที่โลกโหยหา”วิทยาลัยการทัพเรือ ระบุว่า ยุทธศาสตร์ “กำแพงเหล็กสองฝั่งทะเล” ท่าเรือน้ำลึกและประตูสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ไทยกำลังขับเคลื่อน ไม่ใช่เพียงการวางถนนเชื่อมสองฝั่งทะเล แต่คือการสร้าง “ท่าเทียบเรือน้ำลึกขนาดใหญ่” (Deep Sea Ports) ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ท่าเรือเหล่านี้จะไม่ใช่แค่จุดถ่ายลำสินค้า (Transshipment Hub) แต่จะเป็น ฐานบัญชาการเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ดึงดูดเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จะเป็นประตูบานคู่ของภูมิภาค ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันจะเปิดประตูสู่เอเชียใต้และยุโรป ฝั่งอ่าวไทยจะเชื่อมโยงสู่แปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเป็น Strategic Synergy การผนึกกำลังทางยุทธศาสตร์ ที่เหนือว่า “ทางลัด”ความฝันอันยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับความเสี่ยง คือ “ยุทธศาสตร์ Landbridge + SPR + SEC” การเดินเกมแบบสัจนิยมที่เห็นผลสัมฤทธิ์ได้จริงและทรงพลังยิ่งกว่า SPR (Strategic Petroleum Reserve) คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับระบบท่อส่ง จะเปลี่ยนภาคใต้ของไทยเป็น Buffer Zone พื้นที่กันชนทางพลังงาน หากช่องแคบมะละกาเกิดการปิดล้อมหรือเกิดอุบัติเหตุ น้ำมันที่หล่อเลี้ยงญี่ปุ่น จีนและเกาหลี จะยังไหลผ่านเส้นทางนี้ได้ และ SEC (Southern Economic Corridor) & Industrial Estates ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะเปลี่ยนสถานะไทยจาก “ทางผ่าน” ให้กลายเป็น “ฐานการผลิต” สินค้ามูลค่าสูงสิ่งที่ วิทยาลัยการทัพเรือ วาดฝันก็คือ โครงการแลนด์บริดจ์ และ ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่รัฐบาลภูมิใจไทยกำลังผลักดันนั่นเอง แต่ทหารเรือไทยฝันไกลไปถึง การเป็นผู้กำหนดเกมการเดินเรือและการค้าโลก และเป็น “หัวใจดวงใหม่” ของภูมิรัฐศาสตร์โลกแต่ในความเป็นจริงวันนี้ ช่องแคบมะละกา (The Strait of Malacca) ที่ได้รับความสนใจจากมหาอำนาจโลกอีกครั้ง เพราะ อินโดนีเซีย เพิ่งยืนยันว่า สหรัฐฯได้ยื่นข้อเสนอขออนุญาตให้เครื่องบินทหารสหรัฐฯบินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซียได้โดยไม่มีเงื่อนไข หลังการลงนามข้อตกลงป้องกันประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ 13 เม.ย. กระทรวงต่างประเทศอินโดนีเซียระบุว่า การตัดสินใจยังอยู่ระหว่างพิจารณา แสดงว่าสหรัฐฯกำลังคิดแผ่อำนาจทางทหารมาที่ “ช่องแคบมะละกา” แล้ว หลังจากที่รู้ฤทธิ์ช่องแคบฮอร์มุซช่องแคบมะละกา จึงร้อนระอุขึ้นมาทันที แต่จีนไม่ยอมแน่นอนช่องแคบมะละกา เป็นเส้นทางเดินเรือที่สั้นที่สุดที่เชื่อม มหาสมุทร อินเดีย กับ มหาสมุทรแปซิฟิก และ ทะเลจีนใต้ เป็นเส้นทางการค้าโลกที่มีสินค้า 1 ใน 3 ของโลกไหลผ่านทุกวัน เชื่อมการค้าขายระหว่างตะวันออก กลาง ยุโรป และเอเชียตะวันออก จุดแคบที่สุดคือช่องฟิลลิปส์ (Phillips Channel) ใกล้กับสิงคโปร์ มีความกว้างเพียง 2.8 กม. ปี 2025 มีนํ้ามันผ่านวันละ 23.2 ล้านบาร์เรล เท่ากับ 29% ของโลก มีก๊าซ LNG ผ่านวันละ 260 ล้าน ลบ.ม. 25% ของการค้ารถยนต์ทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ และสิงคโปร์เป็นท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ที่พลุกพล่านที่สุดอันดับ 2 ของโลกช่องแคบมะละกา จึงสำคัญต่อโลกมากกว่า ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อ ทรัมป์ เริ่มเข้ามาจุ้นจ้านกับช่องแคบมะละกา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะว่าอย่างไร จะยอมตกอยู่ในสภาพที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” (Malacca Dilemma) หรือไม่ ผมเชื่อว่าเกมนี้ ประธานาธิบดีสี ไม่ยอม โดนัลด์ ทรัมป์ แน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม