สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ Technology Excellence Expert ตลาดหลักทรัพย์ฯ หนึ่งในทีมที่ปรึกษาของ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ เจ้าของเพจ “ณัฐมาคุย” ได้โพสต์เรื่อง The Impossible Task (ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้) วิจารณ์มาตรการควบคุมราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ ดุเดือดเลยทีเดียว เขาบอกว่า รู้ตัวดีว่าเขียนเรื่องนี้ ทัวร์อาจลง แต่เราควรมองโลกจากเลนส์ที่ถูกต้อง บทบาทของกระทรวงพาณิชย์เป็นเรื่องที่เขาสงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้ว กระทรวงพาณิชย์ของเรามีหน้าที่แปลกๆนั่นคือ การควบคุมราคาสินค้าคุณณัฐ ระบุว่า แทบไม่มีประเทศไหน โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้แต่ประเทศข้างๆเราที่ประกาศตัวเองว่ามีบทบาทในการควบคุมราคาสินค้าเหมือนเราสาเหตุที่คนอื่นเค้าไม่ทำกัน เพราะมันทำไม่ได้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะในโลกของทุนนิยม ประเทศที่เคยทำจริงจังก็เละไปหมดแล้ว เช่น อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา ศรีลังกา ซิมบับเว ถ้าถามว่าทำไมล้มเหลว เพราะในระบบทุนนิยมนั้น การจำกัดราคามันทำให้กลไกทางราคา ที่ทำให้แรงจูงใจในการขยายกำลังการผลิตและเพิ่มการแข่งขันมันหายไป ในระยะยาว การควบคุมราคายิ่งทำให้ของแพงขึ้น และขาดแคลนมากขึ้น แถมยังทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้นด้วย ตัวอย่างการพยายามควบคุมราคาหน้ากากอนามัยในช่วงโควิด คงจำกันได้ว่ามันล้มเหลวขนาดไหนในต่างประเทศ (โดยเฉพาะตะวันตก) กระทรวงพาณิชย์ของเขาแทบจะไม่ลงมาคุมราคาสินค้ารายตัวแบบประเทศไทย เขาปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี (Demand Supply) แต่ใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti–trust Laws) และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาดูแทน เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ฮั้วประมูลหรือเอาเปรียบประชาชนคุณณัฐ ระบุว่า ฟังก์ชันพื้นฐานของกระทรวงพาณิชย์ที่มักจะเหมือนกันทั่วโลก ได้แก่ การจดทะเบียนธุรกิจและนิติบุคคล เช่น การตั้งบริษัท การดูแลข้อมูลนิติบุคคล (คล้ายกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทย) การดูแลทรัพย์สินทางปัญญา (lntellectual Property) เช่น การจดสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ต่างๆ การส่งเสริมการส่งออก การหาตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าในประเทศ การจัดงานแสดงสินค้า การสร้างแบรนด์ของประเทศในเวทีโลก การเก็บข้อมูลสถิติ และควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูง (Export Control) หน้าที่หลัก ควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน ลดการผูกขาด ป้องกันการกักตุน ทำให้เกิด agility และ resilience ในการปรับตัว สามารถเพิ่มลดและปรับเปลี่ยนการผลิตได้ง่ายและรวดเร็วคุณณัฐ ระบุอีกว่า งานวิจัยและกรณีศึกษาในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์แทบทั้งหมดชี้ว่า ในระยะยาว “การควบคุมราคา” มักจะ “ล้มเหลว” และสร้างผลเสียที่ซับซ้อนกว่าความตั้งใจดีในตอนแรกเสมอ โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซํ้าแล้วซํ้าเล่าในหลายประเทศดังนี้1.ปัญหาการขาดแคลนสินค้า (Shortages) เมื่อรัฐบาลกำหนดเพดานราคาตํ่ากว่าราคาที่ควรจะเป็นตามกลไกตลาด สิ่งที่ตามมาคือ ความต้องการซื้อ (Demand) สูงขึ้น เพราะของราคาถูกลง ความต้องการขาย (Supply) ลดลง ผู้ผลิตหรือเกษตรกรได้กำไรน้อยจนไม่คุ้มทุน จึงลดกำลังการผลิตหรือเลิกผลิต ผลลัพธ์ตามมาคือของขาดตลาด 2.เกิดตลาดมืด (Black Market) เมื่อสินค้าขาดตลาดจากข้อ 1 จะเกิดตลาดมืดขึ้นทันที มีการแอบเอาสินค้าไปขายหลังร้านในราคาแพงกว่าปกติ คนรวยมีเส้นสายยังหาซื้อสินค้าได้ แต่คนรากหญ้ากลับเข้าไม่ถึงสินค้า 3.การลดคุณภาพและลดปริมาณ แต่ขายราคาเดิม 4.การบิดเบือนการลงทุนในระยะยาวเมื่อ รัฐเข้าไปแทรกแซงราคา มันคือการ ทำลายสัญญาณเตือน ของระบบเศรษฐกิจ ถ้าสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งตกตํ่าตามธรรมชาติ มันคือสัญญาณบอกว่าตลาดล้น ให้เกษตรกรไปปลูกอย่างอื่น แต่ถ้ารัฐเข้าไป ประกันราคาขั้นตํ่า เกษตรกรจะยิ่งแห่ไปปลูกจนล้นหนักกว่าเดิม รัฐก็ต้องเอาภาษีไปอุดหนุนไม่รู้จบ เช่น กรณีจำนำข้าว ยางพารานี่คือความเห็นของหนึ่งใน “ทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์” ผมไม่รู้ว่าคุณณัฐได้แนะนำ คุณศุภจี รองนายกฯและรัฐมนตรีพาณิชย์ไปแล้วหรือยัง แต่วันนี้คุณศุภจีเป็นนักการเมืองไปแล้ว ไม่รู้ท่านจะเลือก “คะแนน นิยม” หรือ “หลักการที่ถูกต้อง” สัปดาห์นี้คงได้เห็นภาพที่ชัดเจนแน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม