กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อเท็จจริงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคโควิด-19 สายพันธุ์ BA.3.2 สายพันธุ์ย่อยโอมิครอน ที่พัฒนามาจากสายพันธุ์ BA.3 จัดประเภทเป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมจำนวนมากที่สำคัญคือ...มีศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันข้อมูลทางวิชาการระบุว่า สายพันธุ์ BA.3.2 มีการกลายพันธุ์รวมมากกว่า 50 ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณโปรตีนหนาม ประมาณ 39 ตำแหน่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ นอกจากนี้ยังพบการขาดหายของสารพันธุกรรมบริเวณยีน ORF7a, ORF7b, ORF8 จากการลบลำดับเบสขนาดประมาณ 871 เบสน่าสนใจว่า...ยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ข้อมูลการเฝ้าระวังทั่วโลกของ WHO (1 ก.พ.-1 มี.ค.) พบว่าสายพันธุ์ BA.3.2 มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 5-8 ของสายพันธุ์ที่รายงานทั่วโลก ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆยังไม่ถือเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในปัจจุบันโดยมีการตรวจพบในหลายประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในยุโรป สำหรับความรุนแรง ข้อมูลจากการศึกษาทางห้องปฏิบัติการยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่น“ประเทศไทย” จากข้อมูลการเฝ้าระวัง ยังไม่พบการรายงานสายพันธุ์ BA.3.2 ในประเทศตื่นตัวแต่อย่าตื่นตูม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม เตือนเฝ้าระวังเชื้อโรค “เชื้อมินิง โก”...พร้อมตั้งคำถามสงสัยทำไมอยู่ดีๆในจมูกกลายเป็นดุร้ายปกติแล้วเชื้อ Neisseria meningitidis เป็นแบคทีเรียที่อยู่ในช่องจมูกและโพรงจมูกด้านหลังในคนปกติอยู่แล้วถึงประมาณ 10 ถึง 20% ทว่าเป็นเชื้อที่ต้องระวังการระบาด ที่เกิดในอังกฤษในคลับที่ค่อนข้างแออัด และนำมาสู่ความกังวล...ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคไข้กาฬหลังแอ่น“การที่กลับดุร้ายพลิกเป็นตัวเกิดโรครุนแรง เชื้อแบคทีเรียเข้ากระแสเลือด ช็อก อวัยวะล้มเหลว จนกระทั่งมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบขึ้นกับตัวกำหนดหลายอย่างด้วยกัน...ตัวของมนุษย์เอง นั่นคือสมดุลของภูมิคุ้มกันเยื่อบุ โดยที่เยื่อบุ จมูก ปากโพรงจมูกด้านหลัง ลำคอ ถือเป็นปราการด่านหน้า”โดยมีภูมิคุ้มกัน secretory IgA ตลอดจนเป๊ปไทด์ (peptide) ที่สามารถยับยั้งแบคทีเรียหรือเชื้อโรคตัวไม่ดี และนอกจากนั้นยังมีเชื้ออื่นที่ดี (microbiome) ที่คอยยึดกันพื้นที่ถ้าสมดุลนี้เสียไป...เชื้อสามารถแปรเปลี่ยนและรุกรานได้โดยเฉพาะถ้าคนนั้นเกิดมีสุขภาพไม่ดีและพร้อมที่จะรับเชื้อและเกิดโรค เช่น การมีภูมิคุ้มกันในระดับที่เรียกว่า complement โดยเฉพาะ C5-9 ผิดปกติไป หรือม้ามทำงานผิดปกติ หรือถูกตัดออก และการที่มีพันธุกรรมยินยอมเชื้อ (TLR และ factor H) และอายุก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่น ในเด็กเล็กภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนาสมบูรณ์ ในวัยรุ่นที่ภูมิคุ้มกันดี แต่พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันแออัดใกล้ชิด มีโอกาสที่จะมีเชื้อซ่องสุมอยู่ในจมูกลำคอมากขึ้นตัวกำหนดจากเชื้อเอง ไม่ใช่ทุกสายพันธุ์ที่จะเป็นอันตราย ทั้งนี้ ในเชื้อนั้นจะมีกลไกที่คล้ายสวิตช์เปิดปิดยีน phase variation ปรับเปลี่ยนหน้าตา (phenotype) ได้อย่างรวดเร็ว ในโครงสร้าง เช่น pili ที่ช่วยให้ยึดติดแน่นกับเยื่อบุ รวมทั้ง opacity proteins และปรับเปลี่ยนแคปซูลที่เป็นเยื่อหุ้มตัวโดยแคปซูลนี้ ในกลุ่มที่รุนแรง A B C W Y จะช่วยทำให้หลบหลีกภูมิคุ้มกัน และป้องกันการทำลายจากเม็ดเลือดขาวและยังมีการปรับส่วนประกอบที่เรียกว่า lipo-oligosaccharide ที่สร้างสารพิษ endotoxin กระตุ้นให้เกิดการอักเสบรุนแรง จนกระทั่งถึงช็อก และยังมี factor H biding system ที่หลบการทำลายจาก complement...เข้าใจง่ายๆก็คือกลไกการ “พรางตัว” ของเชื้อโรคหรือเซลล์บางชนิด เพื่อไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตรวจจับและทำลายได้ปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญคือ การอยู่แออัดยัดเยียดใกล้ชิด หอพัก นักเรียน ทหาร คลับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่นร่วมด้วย เช่นไข้หวัด ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดเล็กหรือไข้หวัดใหญ่ก็ตาม ทำให้ตัวป้องกันในเยื่อบุอ่อนแอ และเชื้อทะลุทะลวงได้ง่ายและที่ต้องไม่ลืมก็คือภาวะที่เยื่อบุขาดความชุ่มชื้น แห้ง เช่น จากการใช้ยาแก้แพ้ อากาศแห้งมลภาวะในอากาศ พีเอ็ม 2.5 การสูบบุหรี่ ดังนั้นถ้าครบทุกอย่างพร้อมมูล เยื่อบุเสียหาย สุขภาพไม่ดี ภูมิอ่อนแอ มีการปรับเปลี่ยนจุลชีพที่ดีที่คอยยึดพื้นที่ให้กลายเป็นประชากรส่วนน้อยและ...ในที่สุดเกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของประชากรแบคทีเรียก็จะทำให้เกิดการแปรผันตัวเชื้อให้ดุร้ายขึ้น ที่สำคัญ...เราสามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของเยื่อบุได้ นอกจากหลีกเลี่ยงมลภาวะ ซึ่งอาจทำได้ยากหรือทำไม่ได้ในประเทศไทย ก็อาจลดหรืองดการใช้ยาแก้แพ้ที่ทำให้จมูก ลำคอ เยื่อบุต่างๆแห้งผากและ...ก็สามารถใช้ยาพ่นจมูก กลั้วคอ กลั้วปาก แบบบ้านๆ โดยใช้น้ำสะอาดจริงๆ เช่น น้ำต้มสุกใส่เกลือหรือลงทุนใช้น้ำเกลือ isotonic saline 0.9% กลั้ววันละสามถึงสี่ครั้งได้ แต่ถ้าใช้ 2-3% ต้องระวังการระคายเคือง ใช้วันละสองครั้ง หรือลงทุนใช้ยาพ่นจมูกที่ขายทั่วไปเพื่อให้ชุ่มชื้น พ่นได้วันละสามถึงสี่ครั้งทั้งนี้จะทำให้เยื่อบุมีความแข็งแรง และขนโบกที่คอยเคลียร์เชื้อจะทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังลดการเกาะติดของเชื้อโรค ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคไม่รุกล้ำเข้าไปในเนื้อเยื่อด้านใน เป็นการป้องกันไว้ก่อนแบบต้นทุนต่ำ“กันไว้ดีกว่าแก้...แบบง่ายๆสามารถปฏิบัติได้เลยทันที ร่วมสร้างเสริมสุขภาพตนเองให้แข็งแรง ป้องกันโรคติดเชื้อแบบก้าวหน้าเชิงรุกโดยไม่ต้องพึ่งวัคซีนเพียงอย่างเดียว” หมอดื้อฝากทิ้งท้าย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม